<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BEST WITTED</title>
	<atom:link href="http://www.bestwitted.com/index.php?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bestwitted.com</link>
	<description>The best things you can choose</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Sep 2010 05:41:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์ให้ได้ผล-3 : การสร้างแบรนด์องค์กร</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=971</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=971#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 May 2010 05:27:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=971</guid>
		<description><![CDATA[แบรนด์องค์กร ไม่ใช่แบรนด์ของสินค้าแต่ละตัวของบริษัท แต่แบรนด์องค์กรเป็นตัวแทนโดยรวมของทั้งบริษัทที่ต้องการสื่อให้คนภายนอกรับรู้ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ชัดเจนแก่บุคคลทั่วไป หากแบรนด์องค์กรมีพลังมากพอ ก็จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรนั้นๆ ด้วย แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การสร้างแบรนด์องค์กรให้ได้ผล 1. ต้องมีต้นทุนในการสร้างแบรนด์ให้ทุกคนยอมรับ นั่นคือต้องมีเงินมากพอ 2. มองหาโอกาสจากสิ่งที่คนอื่นไม่มี ทำตัวของคุณให้แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ 3. การรักและศรัทธาในแบรนด์ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนเสมอ มุมมองของบุคคลทั่วไปที่มีต่อแบรนด์ขององค์กร เป็นดังนี้ 1. มุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์ขององค์กร คือ เจ้าของธุรกิจเอาจริงเอาจังกับการทำธุรกิจเพื่อความเป็นหนึงในสายงานนั้นๆ ไม่ใช่หวังกำไรเพียงอย่างเดียว 2. มุมมองของพนักงานต่อแบรนด์ขององค์กร คือ การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างมั่นคง และความภาคภูมิใจต่อบริษัท 3. มุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐต่อแบรนด์ขององค์กร คือ บริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่พวกเขาต้องเอาใจใส่ด้วย //]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แบรนด์องค์กร ไม่ใช่แบรนด์ของสินค้าแต่ละตัวของบริษัท แต่แบรนด์องค์กรเป็นตัวแทนโดยรวมของทั้งบริษัทที่ต้องการสื่อให้คนภายนอกรับรู้ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้ชัดเจนแก่บุคคลทั่วไป หากแบรนด์องค์กรมีพลังมากพอ ก็จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรนั้นๆ ด้วย</p>
<p>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การสร้างแบรนด์องค์กรให้ได้ผล</p>
<p>1. ต้องมีต้นทุนในการสร้างแบรนด์ให้ทุกคนยอมรับ นั่นคือต้องมีเงินมากพอ</p>
<p>2. มองหาโอกาสจากสิ่งที่คนอื่นไม่มี ทำตัวของคุณให้แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์</p>
<p>3. การรักและศรัทธาในแบรนด์ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนเสมอ</p>
<p>มุมมองของบุคคลทั่วไปที่มีต่อแบรนด์ขององค์กร เป็นดังนี้</p>
<p>1. มุมมองของลูกค้าต่อแบรนด์ขององค์กร คือ เจ้าของธุรกิจเอาจริงเอาจังกับการทำธุรกิจเพื่อความเป็นหนึงในสายงานนั้นๆ ไม่ใช่หวังกำไรเพียงอย่างเดียว</p>
<p>2. มุมมองของพนักงานต่อแบรนด์ขององค์กร คือ การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างมั่นคง และความภาคภูมิใจต่อบริษัท</p>
<p>3. มุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐต่อแบรนด์ขององค์กร คือ บริษัทนั้นเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่พวกเขาต้องเอาใจใส่ด้วย</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=971</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์ให้ได้ผล-2 : การจัดงานแถลงข่าว</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=964</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=964#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 04 May 2010 06:07:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=964</guid>
		<description><![CDATA[การจัดงานแถลงข่าวควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าและควรจัดแถลงข่าวในงานดี แต่ปัจจุบันมักมีการจัดแถลงข่าวในเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ จุดสำคัญของการจัดแถลงข่าวคือเราต้องทำให้นักข่าวเชื่อมั่นว่าข่าวนั้นขายได้ เนื่องจากนักข่าวจะไม่สนใจข่าวไร้สาระที่ขายไม่ออกเด็ดขาด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การจัดงานแถลงข่าวควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้าและควรจัดแถลงข่าวในงานดี แต่ปัจจุบันมักมีการจัดแถลงข่าวในเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ จุดสำคัญของการจัดแถลงข่าวคือเราต้องทำให้นักข่าวเชื่อมั่นว่าข่าวนั้นขายได้ เนื่องจากนักข่าวจะไม่สนใจข่าวไร้สาระที่ขายไม่ออกเด็ดขาด</p>
<p>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การจัดงานแถลงข่าว</p>
<p>1. กำหนดการจัดงาน เวลาจัดงาน ให้สอดคล้องกับเวลาส่งต้นฉบับของนักข่าว ประมาณการเวลาให้ดี</p>
<p>2.ควรปรึกษานักข่าวในสายงานนั้นๆ ก่อนการจัดงาน</p>
<p>3.มั่นใจว่าผู้แถลงข่าว หรือ ตัวแทน หรือ ผู้บริหารระดับสูง สามารถให้เวลาได้ และที่สำคัญมีการเตรียมการมาอย่างดีทั้งในเรื่องที่แถลง การตอบคำถาม และเตรียมพร้อมเสมอในการรับมือกับนักข่าวและคำถามที่ไม่คาดฝัน</p>
<p>4. คิดเสมอว่านักข่าวอยู่ข้างคุณตราบใดที่เขาเห็นว่าข่าวนั้นมีประโยชน์</p>
<p>5. ติดต่อกับให้นักข่าวในสายงานนั้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีแนวโน้มที่นักข่าวเหล่านั้นจะมาร่วมงานทุกครั้งที่เราจัดแถลงข่าว<br />
<script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=964</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์ให้ได้ผล-1 : การจัดประกวด</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=962</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=962#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 May 2010 05:54:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=962</guid>
		<description><![CDATA[หากสังเกตให้ดีจะพบว่าการจัดประกวดถือเป็นใบเบิกทางให้ผู้เข้าร่วมการประกวด ได้แจ้งเกิดในวงการนั้นๆ และผู้จัดประกวดยังได้รับชื่อเสียงด้วย โดยก่อนการจัดประกวดจะมีการจัดประชาสัมพันธ์ ระหว่างประกวดมีการถ่ายทอดออกสื่อ หลังการประกวดมีการประโคมข่าวในสื่อประเภทต่างๆ จึงสรุปได้ว่า การจัดประกวดเป็นกิจกรรมที่เรียกความสนใจได้เสมอๆ ผู้เข้าแข่งขันจำชื่อบริษัทได้ มีการบอกเล่าต่อๆ ไปและพูดถึงชื่อบริษัทนั้นๆ เสมอ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หากสังเกตให้ดีจะพบว่าการจัดประกวดถือเป็นใบเบิกทางให้ผู้เข้าร่วมการประกวดได้แจ้งเกิดในวงการนั้นๆ และผู้จัดประกวดยังได้รับชื่อเสียงด้วย โดยก่อนการจัดประกวดจะมีการจัดประชาสัมพันธ์ ระหว่างประกวดมีการถ่ายทอดออกสื่อ หลังการประกวดมีการประโคมข่าวในสื่อประเภทต่างๆ จึงสรุปได้ว่า การจัดประกวดเป็นกิจกรรมที่เรียกความสนใจได้เสมอๆ ผู้เข้าแข่งขันจำชื่อบริษัทได้ มีการบอกเล่าต่อๆ ไปและพูดถึงชื่อบริษัทนั้นๆ เสมอ</p>
<p>ดังนั้นจุดสัมฤทธิผลจริงๆ ของการจัดประกวดคือ งานประกวดเป็นข่าวได้ แจ้งเกิดผู้ชนะการประกวดและชื่อบริษัท</p>
<p>แนวคิด-ปฏิบัติ-ประชาสัมพันธ์การประกวดให้ได้ผล</p>
<p>1. เตรียมหัวข้อการประกวดที่เป็นที่น่าสนใจในการออกข่าว</p>
<p>2. เลือกผู้เข้าประกวดที่สามารถเป็นข่าวได้ ถ้าเป็นไปไม่ได้ต้องมั่นใจว่าการประกวดที่ประชาสัมพันธ์ไปและผู้เข้าประกวดสามารถเป็นข่าวได้ด้วยตนเอง</p>
<p>3. สร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งแก่การประกวดนั้น</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=962</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Economic Order Quantity</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=952</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=952#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 May 2010 11:06:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[Economic Order Quantity]]></category>
		<category><![CDATA[EOQ]]></category>
		<category><![CDATA[JIT]]></category>
		<category><![CDATA[Just-in-Time Production Systems]]></category>
		<category><![CDATA[Material requirements planning]]></category>
		<category><![CDATA[MRP]]></category>
		<category><![CDATA[Warehouse Management]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=952</guid>
		<description><![CDATA[การจัดการวัสดุ การจัดการวัสดุทำเพื่อให้มีวัสดุและสินค้ารองรับงานผลิตและการตลาด ทั้งการบริการลูกค้าที่ดีและมีต้นทุนสินค้าคงคลังรวมที่อยู่ระดับต่ำสามารถทำได้หลายวิธีการขึ้นอยู่กับลักษณะของความต้องการสินค้า ทรัพยากรองค์การความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องการจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนลักษณะของกระบวนการผลิตสินค้าประกอบเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและคอมพิวเตอร์ยังช่วยให้การสร้างระบบการจัดการสินค้าคงคลังมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารสามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับกิจการของตนได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในธุรกิจอุตสาหกรรม มีดังต่อไปนี้ 1.Economic Order Quantity หรือ EOQ 2.Material requirements planning หรือ MRP 3.Just-in-Time Production Systems หรือ JIT #ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด เป็นระบบสินค้าคงคลังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยทีระบบนี้ใช้กับสินค้าคงคลังที่มีลักษณะของความต้องการที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับควมต้องการของสินค้าคงคลังตัวอื่น จึงต้องวางแผนพิจารณาความต้องการอย่างเป็นเอกเทศด้วยวิธีการพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าโดยตรง ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดจะพิจารณาต้นทุนรวมของสินค้าคงคลังที่ต่ำสุดเป็นหลักเพื่อกำหนดระดับปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งที่เรียกว่า “ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด” การใช้ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีทั้ง 4 สภาวการณ์ดังต่อไปนี้ #ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่อุปสงค์คงที่และสินค้าคงคลังไม่ขาดมือ โดยมีสมมติฐานที่กำหนดเป็นขอบเขตไว้ว่า 1) ทราบปริมาณอุปสงค์อย่างชัดเจน และอุปสงค์คงที่ 2) ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมกันทั้งหมด 3) รอบเวลาในการสั่งซื้อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สั่งซื้อจนได้รับสินค้าคงที่ 4) ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าและต้นทุนการสั่งซื้อคงที่ 5) ราคาสินค้าที่สั่งซื้อคงที่ 6) ไม่มีสภาวะของขาดมือเลย // # ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีอุปสงค์คงที่และมีสินค้าขาดมือบ้าง เนื่องจากการที่ของขาดมือก่อให้เกิดความประหยัดบางประการ อันจะทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อหรือต้นทุนการตั้งเครื่องใหม่ลดต่ำลง เพราะผลิตหรือสั่งซื้อของล็อตใหญ่ขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การจัดการวัสดุ</strong> การจัดการวัสดุทำเพื่อให้มีวัสดุและสินค้ารองรับงานผลิตและการตลาด ทั้งการบริการลูกค้าที่ดีและมีต้นทุนสินค้าคงคลังรวมที่อยู่ระดับต่ำสามารถทำได้หลายวิธีการขึ้นอยู่กับลักษณะของความต้องการสินค้า ทรัพยากรองค์การความพร้อมของบุคลากรที่เกี่ยวข้องการจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนลักษณะของกระบวนการผลิตสินค้าประกอบเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและคอมพิวเตอร์ยังช่วยให้การสร้างระบบการจัดการสินค้าคงคลังมีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารสามารถเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับกิจการของตนได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในธุรกิจอุตสาหกรรม มีดังต่อไปนี้<br />
1.Economic Order Quantity หรือ EOQ<br />
2.Material requirements planning หรือ MRP<br />
3.Just-in-Time  Production Systems หรือ JIT<br />
<strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด </strong>เป็นระบบสินค้าคงคลังที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน โดยทีระบบนี้ใช้กับสินค้าคงคลังที่มีลักษณะของความต้องการที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับควมต้องการของสินค้าคงคลังตัวอื่น จึงต้องวางแผนพิจารณาความต้องการอย่างเป็นเอกเทศด้วยวิธีการพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าโดยตรง<br />
ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดจะพิจารณาต้นทุนรวมของสินค้าคงคลังที่ต่ำสุดเป็นหลักเพื่อกำหนดระดับปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งที่เรียกว่า “ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด”<br />
การใช้ระบบขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีทั้ง 4 สภาวการณ์ดังต่อไปนี้<br />
<strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่อุปสงค์คงที่และสินค้าคงคลังไม่ขาดมือ</strong> โดยมีสมมติฐานที่กำหนดเป็นขอบเขตไว้ว่า<br />
1) ทราบปริมาณอุปสงค์อย่างชัดเจน และอุปสงค์คงที่<br />
2) ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อพร้อมกันทั้งหมด<br />
3) รอบเวลาในการสั่งซื้อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่สั่งซื้อจนได้รับสินค้าคงที่<br />
4) ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าและต้นทุนการสั่งซื้อคงที่<br />
5) ราคาสินค้าที่สั่งซื้อคงที่<br />
6) ไม่มีสภาวะของขาดมือเลย</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script><br />
<strong># ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดมีอุปสงค์คงที่และมีสินค้าขาดมือบ้าง</strong> เนื่องจากการที่ของขาดมือก่อให้เกิดความประหยัดบางประการ อันจะทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อหรือต้นทุนการตั้งเครื่องใหม่ลดต่ำลง เพราะผลิตหรือสั่งซื้อของล็อตใหญ่ขึ้น สินค้านั้นมีต้นทุนการเก็บรักษาสูงมากจึงไม่มีการเก็บของไว้เลย เช่น ในร้านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มักจะเกิดสภาวการณ์นี้ เพราะรถยนต์แต่ละคันมีราคาแพง จึงมีการจอดแสดงอยู่เพียงคันละรุ่น เมื่อลูกค้าตกลงใจเลือกซื้อรถแบบที่ต้องการแล้ว ก็จะเลือกสีรถจากตัวอย่างสีในใบรายการ ตัวแทนจำหน่ายจะรับคำสั่งซื้อนี้ไปสั่งรถจากบริษัทผลิตและติดตั้งอุปกรณ์แต่งรถตามความต้องการของลูกค้าซึ่งจะใช้เวลารอคอยสักระยะหนึ่ง โดยที่ต้องระวังมิให้นานเกินไป ข้อสมมติฐานของกรณีนี้มีดังต่อไปนี้<br />
		1.เมื่อของล็อตใหม่ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ Q มาถึง จะต้องรีบส่งตามจำนวนที่ขาดมือ (S) ที่ค้างไว้ก่อนทันที ส่วนของที่เหลือซึ่งเท่ากับ (Q-S) จะเก็บเข้าคลังสินค้า<br />
		2.ระดับสินค้าคงคลังต่ำสุดเท่ากับ –S ระดับสินค้าคงคลังสูงสุดเท่ากับQ-S<br />
		3.ระยะเวลาของสินค้าคงคลัง (T) จะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ<br />
			T1 คือ ระยะเวลาช่วงที่มีสินค้าจะขายได้<br />
			T2 คือ ระยะเวลาช่วงที่สินค้าขาดมือ</p>
<p>	 <strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่ทยอยรับทยอยใช้สินค้า</strong> สินค้าคงคลังไม่ได้ถูกส่งมาพร้อมกันในคราวเดียวแต่ทยอยส่งมาและในขณะนั้นมีการใช้สินค้าไปด้วย โดยที่อัตราการรับ (p) ต้องมากกว่าอัตราการใช้ (d) ทั้งสองอัตรามีค่าเฉลี่ยคงที่และไม่มีของขาดมือ สินค้าคงคลังจะสะสมส่วนที่เหลือจากการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด</p>
<p><strong>#ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่มีส่วนลดปริมาณ (Quantity Discount)</strong><br />
	เมื่อซื้อของจำนวนมากฝ่ายจัดซื้อมักจะต่อรองให้ราคาสินค้าต่อหน่วยลดลงซึ่งได้มีสมมติฐานว่า ยิ่งจำนวนที่ซื้อมากเท่าไร ราคาต่อหน่วยของสินค้ายิ่งลดลงเท่านั้น นอกจากนั้นปริมาณสั่งซื้อที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีผลทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาเปลี่ยน</p>
<p>	ถ้าขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้อยู่ในช่วงปริมาณที่สั่งซื้อได้ในระดับราคาต่ำสุด ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้คือ ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด<br />
	2.ถ้าขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้ ไม่อยู่ในช่วงปริมาณที่สามารถสั่งซื้อได้ในระดับราคาต่ำสุด ให้คำนวณต้นทุนรวมของการเก็บสินค้าคงคลังที่ปริมาณการสั่งซื้อต่ำสุดของระดับราคาสินค้าที่ต่ำกว่าระดับราคาของขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัดที่คำนวณได้ แล้วเปรียบเทียบกับต้นทุนรวมที่ขนาดการสั่งซื้อที่ประหยัด เพื่อหาต้นทุนต่ำสุดแล้วกำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด<br />
จุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point)</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script><br />
	ในการจัดซื้อสินค้าคงคลัง เวลาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งตัวหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าระบบการควบคุมสินค้าคงคลังของกิจการเป็นแบบต่อเนื่อง จะสามารถกำหนดที่จะสั่งซื้อใหม่ได้เมื่อพบว่าสินค้าคงคลังลดเหลือระดับหนึ่งก็จะสั่งซื้อของมาใหม่ในปริมาณคงที่เท่ากับปริมาณการสั่งซื้อที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่า Fixed order Quantity System จุดสั่งซื้อใหม่นั้นมีความสัมพันธ์แปรตามตัวแปร 2 ตัว คือ อัตราความต้องการใช้สินค้าคงคลังและรอบเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) ภายใต้สภาวการณ์ 4 แบบ ดังต่อไปนี้<br />
	<strong>- จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังคงที่และรอบเวลาคงที่ </strong>เป็นสภาวะที่ไม่เสี่ยงที่จะเกิดสินค้าขาดมือเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างแน่นอน</p>
<p>		1 สต็อคเพื่อความปลอดภัย (Safety Stock) เป็นสต็อคที่ต้องสำรองไว้กันสินค้าขาดเมื่อสินค้าถูกใช้และปริมาณลดลงจนถึงจุดสั่งซื้อ (Reorder point) เป็นจุดที่ใช้เตือนสำหรับการสั่งซื้อรอบถัดไป เมื่ออุปสงค์สูงกว่าสินค้าคงคลังที่เก็บไว้ เป็นการป้องกันสินค้าขาดมือไว้ล่วงหน้า หรืออีกคำอธิบายหนึ่งเป็นการเก็บสะสมสินค้าคงคลังในช่วงของรอบเวลาในการสั่งซื้อ<br />
		2  ระดับการให้บริการ (Service Level) เป็นวิธีการวัดปริมาณสต็อคเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในด้านคุณภาพ โดยปกติในระบบคุณภาพลูกค้าจะมีการคาดหวังในระดับที่กำหนดเป็นร้อยละของการสั่งซื้อว่าสามารถจัดส่งได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นกับนโยบายที่ป้องกันสต็อคขาดมือ โดยขึ้นอยู่กับต้นทุนสำหรับสต็อคเพิ่มเติม และเสียยอดขายเนื่องจากไม่สอดคล้องกับอุปสงค์<br />
	<strong>-จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังที่แปรผันและรอบเวลาคงที่</strong> เป็นสภาวะที่อาจเกิดของขาดมือได้เพราะว่าอัตราการใช้หรือความต้องการสินค้าคงคลังไม่สม่ำเสมอ จึงต้องมีการเก็บสินค้าคงคลังเผื่อขาดมือ (Cycle-Service Level) ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ไม่มีของขาดมือ</p>
<p>	<strong>-จุดสั่งซื้อในอัตราความต้องการสินค้าคงคลังคงที่และรอบเวลาแปรผัน</strong> เป็นสภาวะที่รอบเวลามีลักษณะการกระจายของข้อมูลแบบปกติ</p>
<p><strong>-จุดสั่งซื้อใหม่ในอัตราความต้องการสินค้าแปรผันและรอบเวลาแปรผัน</strong> โดยที่ทั้งอัตราความต้องการสินค้าและรอบเวลามีลักษณะการกระจายของข้อมูลแบบปกติทั้งสองตัวแปร</p>
<p>	ส่วนการพิจารณาจุดสั่งซื้อใหม่ในกรณีที่การตรวจสอบสินค้าคงคลังเป็นแบบสิ้นงวดเวลาที่กำหนดไว้ (Fixed Time Period System)  จะแตกต่างกับการตรวจสอบสินค้าคงคลังแบบต่อเนื่องตรงที่ปริมาณการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะไม่คงที่ และขึ้นอยู่กับว่าสินค้าพร่องลงไปเท่าใดก็ซื้อเติมให้เต็มระดับเดิม</p>
<p>	++ระบบการจัดการสินค้าคงคลังในปัจจุบันมีสองชนิดคือ แบบต่อเนื่อง และแบบสินค้าปลายงวด ซึ่งระบบการสั่งซื้อมีหลายตัวแบบในการคำนวณ ขึ้นกับสภาวการณ์ต่างๆ เพื่อกำหนดจำนวนที่สั่งซื้อ เวลาในการสั่งซื้อ และจุดสั่งซื้อใหม่<br />
++ที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การสั่งแบบต่อเนื่องเมื่อสินค้าถูกใช้ และการสั่งซื้อเมื่อจำนวนสินค้าเหลือตามจำนวนที่กำหนด ซึ่งนิยมการสั่งซื้อโดยใช้แบบจำลองปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัด (EOQ) เพื่อใช้เป็นทางเลือกระหว่างต้นทุนค่าจัดเก็บและต้นทุนการสั่งซื้อสินค้า<br />
++นอกจากนั้นยังสามารถใช้ในการตัดสินใจในการพิจารณาเลือกในการลงทุนให้มีต้นทุนการสั่งซื้อต่ำสุด และสามารถลดต้นทุนสินค้าคงคลังทั้งระบบในซัพพลายเชนต่ำสุด</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
  google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง &gt;&gt;<br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -&gt; ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -&gt; ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -&gt; ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -&gt; ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -&gt; ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=936">ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a>การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง (Quality and Inventory Management) ใน Supply Chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=945">Inventory Cost</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=947">Inventory Control System</a></p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>www.luckydragonlogistics.com/&#8230;/warehousemanagement.doc</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=952</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inventory Control System</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=947</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=947#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 May 2010 10:30:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Control System]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=947</guid>
		<description><![CDATA[ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System) การลงบัญชีและตรวจนับสินค้าคงคลังถือเป็นงานที่สำคัญของการบริหารสินค้าคงคลัง เพราะแต่ละธุรกิจจะมีสินค้าคงคลังหลายชนิด แต่ละชนิดอาจมีความหลากหลาย เช่น ขนาดรูปถ่าย สีผ้า ซึ่งทำให้การตรวจนับสินค้าคงคลังต้องใช้พนักงานจำนวนมาก เพื่อให้ได้จำนวนที่ถูกต้องภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด เพื่อที่จะได้ทราบว่าชนิดสินค้าคงคลังที่เริ่มขาดมือ ต้องซื้อมาเพิ่ม และปริมาณการซื้อที่เหมาะสม ระบบการควบคุมสินค้าคงคลังที่มีอยู่ 3 วิธี คือ // วิธีที่ 1 ระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory System) เป็นระบบสินค้าคงคลังที่มีวิธีการลงบัญชีเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่นตรวจนับและลงบัญชีทุกปลายสัปดาห์หรือปลายเดือน เมื่อของถูกเบิกไปก็จะมีการสั่งซื้อเข้ามาเติมให้เต็มระดับที่ตั้งไว้ ระบบนี้จะเหมาะกับสินค้าที่มีการสั่งซื้อและเบิกใช้เป็นช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น ร้านขายหนังสือของซีเอ็ดจะมีการสำรวจยอดหนังสือในแต่ละวัน และสรุปยอดตอนสิ้นเดือน เพื่อดูปริมาณหนังสือคงค้างในร้านและคลังสินค้า ยอดหนังสือที่ต้องเตรียมจัดส่งให้แก่ร้านตามที่ต้องการสั่งซื้อ วิธีที่ 2 ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous Inventory System Perpetual System) เป็นระบบสินค้าคงคลังที่มีวิธีการลงบัญชีทุกครั้งที่มีการรับและจ่ายของ ทำให้บัญชีคุมยอดแสดงยอดคงเหลือที่แท้จริงของสินค้าคงคลังอยู่เสมอ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมสินค้าคงคลังรายการที่สำคัญที่ปล่อยให้ขาดมือไม่ได้ แต่ระบบนี้เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายด้านงานเอกสารค่อนข้างสูง และต้องใช้พนักงานจำนวนมากจึงดูแลการรับจ่ายได้ทั่วถึง ในปัจจุบันการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาประยุกต์ใช้กับงานสำนักงานและบัญชีสามารถช่วยแก้ไขปัญหาในข้อนี้ โดยการใช้รหัสแห่ง(Bar Code) หรือรหัสสากลสำหรับผลิตภัณฑ์ (EAN13) ติดบนสินค้าแล้วใช้เครื่องอ่านรหัสแห่ง(Laser Scan) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control System)<br />
การลงบัญชีและตรวจนับสินค้าคงคลังถือเป็นงานที่สำคัญของการบริหารสินค้าคงคลัง เพราะแต่ละธุรกิจจะมีสินค้าคงคลังหลายชนิด แต่ละชนิดอาจมีความหลากหลาย เช่น ขนาดรูปถ่าย สีผ้า ซึ่งทำให้การตรวจนับสินค้าคงคลังต้องใช้พนักงานจำนวนมาก เพื่อให้ได้จำนวนที่ถูกต้องภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด เพื่อที่จะได้ทราบว่าชนิดสินค้าคงคลังที่เริ่มขาดมือ ต้องซื้อมาเพิ่ม และปริมาณการซื้อที่เหมาะสม ระบบการควบคุมสินค้าคงคลังที่มีอยู่  3 วิธี คือ<br />
<script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script><br />
<strong>วิธีที่ 1 ระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory System)</strong> เป็นระบบสินค้าคงคลังที่มีวิธีการลงบัญชีเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่นตรวจนับและลงบัญชีทุกปลายสัปดาห์หรือปลายเดือน เมื่อของถูกเบิกไปก็จะมีการสั่งซื้อเข้ามาเติมให้เต็มระดับที่ตั้งไว้ ระบบนี้จะเหมาะกับสินค้าที่มีการสั่งซื้อและเบิกใช้เป็นช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น ร้านขายหนังสือของซีเอ็ดจะมีการสำรวจยอดหนังสือในแต่ละวัน และสรุปยอดตอนสิ้นเดือน เพื่อดูปริมาณหนังสือคงค้างในร้านและคลังสินค้า ยอดหนังสือที่ต้องเตรียมจัดส่งให้แก่ร้านตามที่ต้องการสั่งซื้อ</p>
<p>	<strong>วิธีที่ 2 ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous Inventory System Perpetual System) </strong>เป็นระบบสินค้าคงคลังที่มีวิธีการลงบัญชีทุกครั้งที่มีการรับและจ่ายของ ทำให้บัญชีคุมยอดแสดงยอดคงเหลือที่แท้จริงของสินค้าคงคลังอยู่เสมอ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมสินค้าคงคลังรายการที่สำคัญที่ปล่อยให้ขาดมือไม่ได้ แต่ระบบนี้เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายด้านงานเอกสารค่อนข้างสูง และต้องใช้พนักงานจำนวนมากจึงดูแลการรับจ่ายได้ทั่วถึง ในปัจจุบันการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาประยุกต์ใช้กับงานสำนักงานและบัญชีสามารถช่วยแก้ไขปัญหาในข้อนี้ โดยการใช้รหัสแห่ง(Bar Code) หรือรหัสสากลสำหรับผลิตภัณฑ์ (EAN13) ติดบนสินค้าแล้วใช้เครื่องอ่านรหัสแห่ง(Laser Scan) ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะมีความถูกต้อง แม่นยำ เที่ยงตรงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลของการบริหารสินค้าคงคลังในซัพพลายเชนของสินค้าได้อีกด้วย</p>
<p>	โดยทั่วไปแล้วระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวดมักจะมีระดับสินค้าคงคลังเหลือสูงกว่าระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีการเผื่อสำรองการขาดมือโดยไม่คาดคิดไว้ก่อนล่วงหน้าบ้าง และระบบนี้จะทำให้มีการปรับปริมาณการสั่งซื้อใหม่ เมื่อความต้องการเปลี่ยนแปลงไปด้วย การเลือกใช้ระบบสินค้าคงคลังแบบต่อเนื่องและระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวดมีข้อดีของแต่ละแบบดังนี้<br />
	<strong>ข้อดีของระบบสินค้าคงคลังแบบต่อเนื่อง</strong><br />
	1.มีสินค้าคงคลังเผื่อขาดมือน้อยกว่า โดยจะเผื่อสินค้าไว้เฉพาะช่วงเวลารอคอยเท่านั้นแต่ละระบบเมื่อสิ้นงวดต้องเผื่อสินค้าไว้ทั้งช่วงเวลารอคอย และเวลาระหว่างการสั่งซื้อแต่ละครั้ง.<br />
	2.ใช้จำนวนการสั่งซื้อคงที่ซึ่งจะทำให้ได้ส่วนลดปริมาณได้ง่าย<br />
	3.สามารถตรวจสินค้าคงคลังแต่ละตัวอย่างอิสระ และเจาะจงเข้มงวดเฉพาะรายการที่มีราคาแพงได้<br />
	ข้อดีของระบบสินค้าคงคลังเมื่อสิ้นงวด<br />
1.ใช้เวลาน้อยกว่าและเสียค่าใช้จ่ายในการควบคุมน้อยกว่าระบบต่อเนื่อง<br />
	2. เหมาะกับการสั่งซื้อของจากผู้ขายรายเดียวกันหลายๆชนิด เพราะจะได้ลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเอกสาร ลดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ และสะดวกต่อการตรวจนับยิ่งขึ้น<br />
	3.ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลสินค้าคงคลังต่ำกว่า</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>	<strong>วิธีที่ 3 ระบบการจำแนกสินค้าคงคลังเป็นหมวดเอบีซี(ABC)</strong> ระบบนี้เป็นวิธีการจำแนกสินค้าคงคลังออกเป็นแต่ละประเภทโดยพิจารณาปริมาณและมูลค่าของสินค้าคงคลังแต่ละรายการเป็นเกณฑ์ เพื่อลดภาระในการดูแล ตรวจนับ และควบคุมสินค้าคงคลังที่มีอยู่มากมาย ซึ่งถ้าควบคุมทุกรายการอย่างเข้มงวดเท่าเทียมกัน จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น เพราะในบรรดาสินค้าคงคลังทั้งหลายของแต่ละธุรกิจจะมักเป็นไปตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้<br />
	A  เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณน้อย (5-15% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมค่อนข้างสูง (70-80% ของมูลค่าทั้งหมด)<br />
	B  เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณปานกลาง (30% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) และมีมูลค่ารวมปานกลาง (15% ของมูลค่าทั้งหมด)<br />
	C  เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณมาก (50-60% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมค่อนข้างต่ำ (5-10% ของมูลค่าทั้งหมด)</p>
<p><strong>การจำแนกสินค้าคงคลังเป็นหมวดABC จะทำให้การควบคุมสินค้าคงคลังแตกต่างกันดังต่อไปนี้</strong><br />
<strong>A ควบคุมอย่างเข้มงวดมาก</strong> ด้วยการลงบัญชีทุกครั้งที่มีการรับจ่าย และมีการตรวจนับจำนวนจริงเพื่อเปรียบเทียบกับจำนวนในบัญชีอยู่บ่อยๆ (เช่น ทุกสัปดาห์) การควบคุมจึงควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องและต้องเก็บของไว้ในที่ปลอดภัย ในด้านการจัดซื้อก็ควรหาผู้ขายไว้หลายรายเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนสินค้าและสามารถเจรจาต่อรองราคาได้<br />
<strong>B ควบคุมอย่างเข้มงวดปานกลาง</strong> ด้วยการลงบัญชีคุมยอดบันทึกเสมอเช่นเดียวกับ A ควรมีการเบิกจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการสูญหาย การตรวจนับจำนวนจริงก็ทำเช่นเดียวกับ A แต่ความถี่น้อยกว่า (เช่น ทุกสิ้นเดือน) และการควบคุม B จึงควรใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ A<br />
<strong>C ไม่มีการจดบันทึกหรือมีก็เพียงเล็กน้อย </strong>สินค้าคงคลังประเภทนี้จะวางให้หยิบใช้ได้ตามสะดวกเนื่องจากเป็นของราคาถูกและปริมาณมาก ถ้าทำการควบคุมอย่างเข้มงวด จะทำให้มีค่าใช้จายมากซึ่งไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้ป้องกันไม่ให้สูญหาย การตรวจนับ C จะใช้ระบบสินค้าคงคลังแบบสิ้นงวดคือเว้นสักระยะจะมาตรวจนับดูว่าพร่องไปเท่าใดแล้วก็ซื้อมาเติม หรืออาจใช้ระบบสองกล่อง ซึ่งมีกล่องวัสดุอยู่ 2 กล่องเป็นการเผื่อไว้ พอใช้ของในกล่องแรกหมดก็นำเอากล่องสำรองมาใช้แล้วรีบซื้อของเติมใส่กล่องสำรองแทน ซึ่งจะทำให้ไม่มีการขาดมือเกิดขึ้น<br />
<strong><br />
วิธีที่ 4 การตรวจนับจำนวนสินค้าคงคลัง</strong> คือ การตรวจนับสินค้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สินค้าที่มีอยู่จริงตรงกับในบัญชีมีหลายวิธีดังนี้<br />
	1.วิธีปิดบัญชีตรวจนับ คือ เลือกวันใดวันหนึ่งที่จะทำการปิดบัญชีแล้วห้ามมิให้มีการเบิกจ่ายเพิ่มเติม หรือเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังทุกรายการ โดยต้องหยุดการซื้อ-ขายตามปกติ แล้วตรวจนับของทั้งหมด วิธีนี้จะแสดงมูลค่าของสินค้าคงคลัง ณ วันที่ตรวจนับได้อย่างเที่ยงตรง แต่ก็ทำให้เสียรายได้ในวันที่ตรวจนับของ<br />
	2.วิธีเวียนกันตรวจนับ จะปิดการเคลื่อนย้ายสินค้าคงคลังเป็นๆ เพื่อตรวจนับเมื่อส่วนใดตรวจนับเสร็จก็เปิดขายหรือเบิกจ่ายได้ตามปกติ และปิดแผนกอื่นตรวจนับต่อไปจนครบทุกแผนก วิธีนี้จะไม่เสียรายได้จาการขายแต่โอกาสที่จะคลาดเคลื่อนมีสูง</p>
<p>ส่วนในวิกิพีเดียกล่าวว่าระบบควบคุมสินค้าคงคลัง คือ กระบวนการตามรอยวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตโดยนำวอฟต์แวร์และ RFID เข้ามาช่วย</p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Inventory_control_system</p>
<p>www.luckydragonlogistics.com/&#8230;/warehousemanagement.doc</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=936">ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a http://www.bestwitted.com/?p=940">การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง (Quality and Inventory Management) ใน Supply Chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=945">Inventory Cost</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=947</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inventory Cost</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=945</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=945#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Apr 2010 16:08:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[carrying Cost]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Cost]]></category>
		<category><![CDATA[Ordering Cost]]></category>
		<category><![CDATA[Setup Cost]]></category>
		<category><![CDATA[Shortage Cos]]></category>
		<category><![CDATA[Stock out Cos]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=945</guid>
		<description><![CDATA[// ต้นทุนของสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) ต้นทุนสินค้าคงคลังมี 4 ชนิด คือ 1) ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (Ordering Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าคงคลังที่ต้องการ ซึ่งจะแปรตามจำนวนครั้งของการสั่งซื้อ แต่ไม่แปรตามปริมาณสินค้าคงคลัง เพราะสั่งซื้อของมากเท่าใดก็ตามในแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อก็ยังคงที่ แต่ถ้ายิ่งสั่งซื้อบ่อยครั้งค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อจะยิ่งสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อได้แก่ ค่าเอกสารใบสั่งซื้อ ค่าจ้างพนักงานจัดซื้อ ค่าโทรศัพท์ ค่าขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายในการตรวจรับของและเอกสาร ค่าธรรมเนียมการนำของออกจากศุลกากร ค่าใช้จ่ายในการชำระเงิน เป็นต้น 2) ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องจักรใหม่ (Setup Cost) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่เครื่องจักรจะต้องเปลี่ยนการทำงานหนึ่งไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเกิดการว่างงานชั่วคราว สินค้าคงคลังจะถูกทิ้งให้รอกระบวนการผลิตที่จะตั้งใหม่ ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องจักรใหม่นี้จะมีลักษณะเป็นต้นทุนคงที่ต่อครั้ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของล็อตการผลิต ถ้าผลิตเป็นล็อตใหญ่มีการตั้งเครื่องใหม่นานครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องใหม่ก็จะต่ำ แต่ยอดสะสมของสินค้าคงคลังจะสูง ถ้าผลิตเป็นล็อตเล็กมีการตั้งเครื่องใหม่บ่อยครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องใหม่ก็จะสูง แต่สินค้าคงคลังจะมีระดับต่ำลง และสามารถส่งมอบงานให้แก่ลูกค้าได้เร็วขึ้น * Ordering cost or Set Up cost -ต้นทุนนี้แปรผกผันกับ ปริมาณ คือ “ถ้าสั่งซื้อหรือสั่งผลิตคราวละมากๆ ต้นทุนสั่งจะต่ำ” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script><br />
<strong>ต้นทุนของสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) </strong><br />
ต้นทุนสินค้าคงคลังมี 4 ชนิด คือ<br />
		1)  <strong>ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (Ordering Cost)</strong> เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าคงคลังที่ต้องการ ซึ่งจะแปรตามจำนวนครั้งของการสั่งซื้อ แต่ไม่แปรตามปริมาณสินค้าคงคลัง เพราะสั่งซื้อของมากเท่าใดก็ตามในแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อก็ยังคงที่ แต่ถ้ายิ่งสั่งซื้อบ่อยครั้งค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อจะยิ่งสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อได้แก่ ค่าเอกสารใบสั่งซื้อ ค่าจ้างพนักงานจัดซื้อ ค่าโทรศัพท์ ค่าขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายในการตรวจรับของและเอกสาร ค่าธรรมเนียมการนำของออกจากศุลกากร ค่าใช้จ่ายในการชำระเงิน เป็นต้น<br />
        		2)  <strong>ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องจักรใหม่ (Setup Cost)</strong> เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่เครื่องจักรจะต้องเปลี่ยนการทำงานหนึ่งไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเกิดการว่างงานชั่วคราว สินค้าคงคลังจะถูกทิ้งให้รอกระบวนการผลิตที่จะตั้งใหม่ ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องจักรใหม่นี้จะมีลักษณะเป็นต้นทุนคงที่ต่อครั้ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของล็อตการผลิต ถ้าผลิตเป็นล็อตใหญ่มีการตั้งเครื่องใหม่นานครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องใหม่ก็จะต่ำ แต่ยอดสะสมของสินค้าคงคลังจะสูง ถ้าผลิตเป็นล็อตเล็กมีการตั้งเครื่องใหม่บ่อยครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องใหม่ก็จะสูง แต่สินค้าคงคลังจะมีระดับต่ำลง และสามารถส่งมอบงานให้แก่ลูกค้าได้เร็วขึ้น </p>
<blockquote><p>  *  Ordering cost or Set Up cost -ต้นทุนนี้แปรผกผันกับ ปริมาณ คือ “ถ้าสั่งซื้อหรือสั่งผลิตคราวละมากๆ ต้นทุนสั่งจะต่ำ”</p></blockquote>
<p>		3)  <strong>ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (carrying Cost)</strong> เป็นค่าใช้จ่ายจากการมีสินค้าคงคลังและการรักษาสภาพให้สินค้าคงคลังนั้นอยู่ในรูปที่ใช้งานได้ ซึ่งจะแปรตามปริมาณสินค้าคงคลังที่ถือไว้และระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงคลังนั้นไว้ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ได้แก่ ต้นทุนเงินทุนที่จมอยู่กับสินค้าคงคลังซึ่งคือค่าดอกเบี้ยจ่ายถ้าเงินทุนนั้นมาจากการกู้ยืมหรือเป็นค่าเสียโอกาสถ้าเงินทุนนั้นเป็นส่วนของเจ้าของ ค่าคลังสินค้า ค่าไฟฟ้าเพื่อการรักษาอุณหภูมิ ค่าใช้จ่ายของสินค้าที่ชำรุดเสียหายหรือหมดอายุเสื่อมสภาพจากการเก็บนานเกินไป ค่าภาษีและการประกันภัย ค่าจ้างยามและพนักงานประจำคลังสินค้า ฯลฯ</p>
<blockquote><p>    *  Carrying cost or Holding cost-  ต้นทุนนี้แปรผันตรงกับ ปริมาณ คือ “ถ้าสั่งซื้อหรือสั่งผลิตคราวละมากๆ ต้นทุนเก็บจะสูง”</p></blockquote>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>		4)  <strong>ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน (Shortage Cost หรือ Stock out Cost)</strong> เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการมีสินค้าคงคลังไม่เพียงพอต่อการผลิตหรือการขาย ทำให้ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ ขาดรายได้ที่ควรได้ กิจการเสียชื่อเสียง กระบวนการผลิตหยุดชะงักเกิดการว่างงานของเครื่องจักรและคนงาน ฯลฯ ค่าใช้จ่ายนี้จะแปรผกผันกับปริมาณสินค้าคงคลังที่ถือไว้ นั่นคือถ้าถือสินค้าไว้มากจะไม่เกิดการขาดแคลน แต่ถ้าถือสินค้าคงคลังไว้น้อยก็อาจเกิดโอกาสที่จะเกิดการขาดแคลนได้มากกว่า และมีค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลนนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการขาดแคลนรวมทั้งระยะเวลาที่เกิดการขาดแคลนขึ้นด้วย ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลนได้แก่ คำสั่งซื้อของล็อตพิเศษทางอากาศเพื่อนำมาใช้แบบฉุกเฉิน ค่าปรับเนื่องจากสินค้าให้ลูกค้าล่าช้า ค่าเสียโอกาสในการขาย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเสียค่าความนิยม ฯลฯ</p>
<blockquote><p>    *  Shortage cost or opportunity cost-“ถ้าไม่เก็บสินค้าไว้เลยหรือเสี่ยงต่อ การไม่มีสินค้าไว้เผื่อขาดแคลนจะเกิดต้นทุนสินค้าขาดมือ”</p></blockquote>
<p>		ในบรรดาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าคงคลังต่างๆ เหล่านี้ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะสูงขึ้นถ้ามีระดับสินค้าคงคลังสูง และจะต่ำลงถ้ามีระดับสินค้าคงคลังต่ำ แต่สำหรับค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน และค่าใช้จ่ายในการตั้งเครื่องจักรใหม่ จะมีลักษณะตรงกันข้าม คือ จะสูงขึ้นถ้ามีระดับสินค้าคงคลังต่ำและจะต่ำลงถ้ามีระดับสินค้าคงคลังสูง ดังนั้นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าคงคลังที่ต่ำสุด ณ ระดับที่ค่าใช้จ่ายทุกตัวรวมกันแล้วต่ำสุด </p>
<p>การคำนวณ Cost of Inventory พิจารณาจากข้อมูลต่อไปนี้</p>
<p>-How many you sell each month<br />
-The cost when ordering in the traditional method and in the special order methods<br />
-The cost of freight for each of the two methods<br />
-The quantity you order with each method<br />
-The cost of money</p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>www.businessdictionary.com/definition/inventory-cost.html</p>
<p>http://www.profitsplus.org/cost_of_inventory.htm</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=936">ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a http://www.bestwitted.com/?p=940">การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง (Quality and Inventory Management) ใน Supply Chain</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=945</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง (Quality and Inventory Management) ใน Supply Chain</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=940</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=940#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Apr 2010 12:11:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[General]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[Quality Management]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=940</guid>
		<description><![CDATA[การจัดการคุณภาพ (Quality Management หรือ QM) หมายถึง การจัดการระบบคุณภาพโดยทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกองค์การรับผิด ชอบต่องานที่ตนเองกระทำอย่างเต็มที่เพื่อให้สินค้าและบริการเป็นไปตามต้อง การของลูกค้า เช่น การใช้ระบบการบริหารคุณภาพสมบูรณ์แบบ (Total Quality Management หรือ TQM) วัตถุประสงค์หลักของการจัดการ คือ การผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งความต้องการของลูกค้าจะเป็นกรอบกำหนดระบบคุณภาพขององค์การทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ดังนั้นการบริหารคุณภาพจะมุ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญ // การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง การจัดการคุณภาพเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสองกลุ่มคือลูกค้า และเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกัน โดยลูกค้าจะพิจารณาเรื่องลักษณะสินค้า ราคาที่สามารถซื้อได้ และเวลาที่ส่งมอบ ในทางตรงกันข้าม เจ้าของผลิตภัณฑ์ ต้องจัดหาทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร และเงิน เพื่อนำมาผลิตให้มีสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ ในต้นทุนที่ดี ไม่ขาดทุน และจัดส่งให้ลูกค้าทันเวลา โดยไม่เสียค่าปรับ ซึ่งปัญหาส่วนมากในซัพพลายเชนจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ขายปัจจัยการผลิต จึงเกิดการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพื่อรองรับระบบคุณภาพ // ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >> Logistics ตอนที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การจัดการคุณภาพ (Quality Management หรือ QM) หมายถึง การจัดการระบบคุณภาพโดยทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกองค์การรับผิด ชอบต่องานที่ตนเองกระทำอย่างเต็มที่เพื่อให้สินค้าและบริการเป็นไปตามต้อง การของลูกค้า เช่น การใช้ระบบการบริหารคุณภาพสมบูรณ์แบบ (Total Quality Management หรือ TQM)</p>
<p>วัตถุประสงค์หลักของการจัดการ คือ การผลิตสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งความต้องการของลูกค้าจะเป็นกรอบกำหนดระบบคุณภาพขององค์การทั้งทางตรงและ ทางอ้อม ดังนั้นการบริหารคุณภาพจะมุ่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญ</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p><strong><br />
การจัดการคุณภาพและสินค้าคงคลัง</strong></p>
<p>การจัดการคุณภาพเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสองกลุ่มคือลูกค้า และเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกัน โดยลูกค้าจะพิจารณาเรื่องลักษณะสินค้า ราคาที่สามารถซื้อได้ และเวลาที่ส่งมอบ ในทางตรงกันข้าม เจ้าของผลิตภัณฑ์ ต้องจัดหาทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ แรงงาน เครื่องจักร และเงิน เพื่อนำมาผลิตให้มีสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ ในต้นทุนที่ดี ไม่ขาดทุน และจัดส่งให้ลูกค้าทันเวลา โดยไม่เสียค่าปรับ ซึ่งปัญหาส่วนมากในซัพพลายเชนจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ขายปัจจัยการผลิต จึงเกิดการจัดเก็บสินค้าคงคลังเพื่อรองรับระบบคุณภาพ</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=936">ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=938">จุดเริ่มต้นของการจัดการสินค้าคงคลัง</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=940</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จุดเริ่มต้นของการจัดการสินค้าคงคลัง</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=938</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=938#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Apr 2010 11:57:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[Dependent Demand]]></category>
		<category><![CDATA[Independent Demand]]></category>
		<category><![CDATA[อุปสงค์อิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปสงค์แปรตาม]]></category>
		<category><![CDATA[แนวทางในการบริหารสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=938</guid>
		<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นของการจัดการสินค้าคงคลัง จะเริ่มจากอุปสงค์ของลูกค้า (Customer Demand) เพื่อจัดการให้เป็นไปตามความ ต้องการของลูกค้า ซึ่งต้องใช้หลักการพยากรณ์ โดยอุปสงค์จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ -อุปสงค์แปรตาม (Dependent Demand) เป็น อุปสงค์ของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าที่ใช้ต่อเนื่อง ในกระบวนการ ผลิต ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลเสียหายอย่างรุนแรงถ้าขาดวัตถุดิบประเภทนี้ เช่น ถ้าโรงงานประกอบสารเคมี มีสารเคมีขาด หายไปแม้แต่ชนิดเดียว ก็จะทำให้โรงงานหยุดทันที - อุปสงค์อิสระ (Independent Demand) เป็น อุปสงค์ของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าที่ไม่ใช้ต่อเนื่องในกระบวน การผลิต ส่วนมากจำหน่ายให้ลูกค้าโดยตรง ถ้าไม่มีอาจจะเสียโอกาส และถูกปรับ // แนวทางในการบริหารสินค้าคงคลัง ในการบริหารสินค้าคงคลัง เราจะต้องทราบถึงลักษณะของข้อมูลความต้องการสินค้า เนื่องจากแนวทางการบริหารสินค้าคงคลังมีแนวทางแตกต่างกันใน 2 ลักษณะตามประเภทของข้อมูล คือ กรณีความต้องการเป็นอิสระ(Independent Demand) และกรณีความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand) สำหรับกรณีข้อมูลความต้องการเป็นอิสระ (Independent Demand) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จุดเริ่มต้นของการจัดการสินค้าคงคลัง จะเริ่มจากอุปสงค์ของลูกค้า (Customer Demand) เพื่อจัดการให้เป็นไปตามความ<br />
  ต้องการของลูกค้า ซึ่งต้องใช้หลักการพยากรณ์ โดยอุปสงค์จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ<br />
-อุปสงค์แปรตาม (Dependent Demand) เป็น อุปสงค์ของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าที่ใช้ต่อเนื่อง ในกระบวนการ<br />
  ผลิต ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลเสียหายอย่างรุนแรงถ้าขาดวัตถุดิบประเภทนี้ เช่น ถ้าโรงงานประกอบสารเคมี มีสารเคมีขาด<br />
  หายไปแม้แต่ชนิดเดียว ก็จะทำให้โรงงานหยุดทันที<br />
- อุปสงค์อิสระ (Independent Demand) เป็น อุปสงค์ของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าที่ไม่ใช้ต่อเนื่องในกระบวน<br />
  การผลิต ส่วนมากจำหน่ายให้ลูกค้าโดยตรง ถ้าไม่มีอาจจะเสียโอกาส และถูกปรับ</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p><strong><br />
แนวทางในการบริหารสินค้าคงคลัง</strong><br />
      ในการบริหารสินค้าคงคลัง เราจะต้องทราบถึงลักษณะของข้อมูลความต้องการสินค้า เนื่องจากแนวทางการบริหารสินค้าคงคลังมีแนวทางแตกต่างกันใน 2 ลักษณะตามประเภทของข้อมูล คือ กรณีความต้องการเป็นอิสระ(Independent Demand) และกรณีความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand)<br />
       สำหรับกรณีข้อมูลความต้องการเป็นอิสระ (Independent Demand) จะเกิดขึ้นในลักษณะเราสั่งซื้อสินค้ามาเป็นชิ้น ๆ ความต้องการเป็นอิสระจะเกิดขึ้นในลักษณะการซื้อมาขายไปหรือ ในธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นวิธีการบริหารสินค้าคงคลังในกรณีความต้องการเป็นอิสระ จึงเป็นการตัดสินใจสั่งซื้อและเวลาที่จะสั่งซื้อของสินค้าแต่ละชนิด โดยจะพยากรณ์ความต้องการสินค้าของสินค้าแต่ละชนิด<br />
      ในทางตรงกันข้ามกรณีข้อมูลความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand) จะเกิดขึ้นในกรณีที่เราผลิตสินค้าเป็นส่วนใหญ่ เช่น หากเรามีธุรกิจผลิตโต๊ะ โต๊ะจะเป็นความต้องการอิสระ (Independent Demand) แต่ขาโต๊ะ และแผ่นไม้ จะเป็นความต้องการไม่เป็นอิสระ (Dependent Demand) เพราะจำนวนขาโต๊ะและแผ่นไม้จะขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการของโต๊ะ ดังแสดงในรูปที่ 1.1 ซึ่งในการบริหารสินค้าคงคลังกรณีความต้องการไม่เป็นอิสระจะพยากรณ์ปริมาณ ความต้องการของระดับสินค้าที่เป็นความต้องการเป็นอิสระ จากนั้นจะแตกเป็นความต้องการชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นความต้องการไม่เป็นอิสระตามใบรายการวัสดุ (Bill of Material, BOM) และทำการสั่งซื้อชิ้นส่วนตามแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning, MRP) เพื่อให้สอดคล้องกับตารางการผลิต</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>      นอกจากเราสามารถแบ่งสินค้าตามความต้องการอิสระ และความต้องการไม่อิสระแล้ว ในกรณีของความต้องการสินค้าเป็นอิสระ ยังสามารถแบ่งประเภทได้อีก 2 ประเภท คือ (1) กรณีความต้องการเป็นอิสระและค่อนข้างแน่นอนหรือคงที่ (Independent with Static Deterministic Demand) และ (2) กรณีความต้องการเป็นอิสระและไม่คงที่ (Independent with Vary Demand)<br />
      ดังนั้นแนวทางการบริหารสินค้าคงคลัง จึงเริ่มต้นจากการพยาการณ์ความต้องการสินค้า ซึ่งจะพยากรณ์ สำหรับสินค้าที่เป็นความต้องการอิสระ จากนั้นจึงดำเนินการจัดลำดับความสำคัญของสินค้าด้วยหลักการ ABC (ABC Analysis) ทั้งนี้สินค้าที่มีความสำคัญลำดับ A จะต้องควบคุมลงในรายละเอียดแต่ละชิ้นหรือรายการ และคัดเลือกวิธีการที่จะใช้ในการจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของความต้องการที่แบ่งเป็น 2 กรณีข้างต้น คือ กรณีความต้องการเป็นอิสระและค่อนข้างแน่นอนหรือคงที่ และกรณีความต้องการเป็นอิสระและไม่คงที่ ในการวิเคราะห์หาจุดสั่งซื้อ ปริมาณการสั่งซื้อ และปริมาณสินค้าคงคลังสำรองเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้สินค้ากลุ่ม A จะตรวจนับตามช่วงเวลา (Periodic Review System) เพื่อเติมเต็มสินค้าคงคลัง<br />
      ในขณะที่ สินค้ากลุ่ม B และ C เราจะคัดเลือกวิธีการบริหารสินค้าคงคลังต่าง ๆ เหมือนกลุ่ม A แต่ระบบที่ใช้การตรวจนับ จะเป็นในลักษณะติดตามสถานภาพสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่อง (Continuous review) และดูโดยรวมทั้งหมดของสินค้า B และ C ในลักษณะ Mass Control ซึ่งจะเป็นการติดตามโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการเตือนเมื่อระดับสินค้าคงคลังลดลง ถึงจุดสั่งซื้อ ในหัวข้อถัดไปเป็นการอธิบายวิธีการจัดลำดับความสำคัญของรายการสินค้าคงคลัง</p>
<p>การจัดการพัสดุโรงงานที่มี <strong>อุปสงค์อิสระ  (Independent Demand) </strong>ซึ่งไม่อาจวางแผนได้ทำอย่างไร ยุคใหม่นี้คงไม่มีผู้ใดค้านว่า การบริหารอุตสาหกรรมการผลิตที่ดีต้องใช้หลักการประหยัด ลดต้นทุนการผลิตเท่าที่จะทำได้ มีผู้กล่าวถึงการลดน้ำหนัก รีดไขมันที่ไม่มีประโยชน์ออกไปทำให้องค์การผอมลง Thin and Healthy ผอมแต่สุขภาพแข็งแรง<br />
ตัวอย่างเช่น ถ้าพบว่าพัสดุที่ต้องการนั้นๆ ไม่พร้อมอยู่ในสต็อกก็จะทำการสั่งซื้อ และควรต้องพร้อมที่จะตอบคำถามได้ตลอดเวลาเรื่องแหล่งขาย ระยะเวลาในการจัดซื้อ จัดส่ง และเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง In-Bound Logistics การทำงานอย่างบูรณาการจากหน่วยงานต่างๆ จะทำให้ได้งานที่มีคุณภาพภายใต้ค่าใช้จ่ายที่น้อยลง ท่านผู้อ่านที่มีประสบการณ์คงเห็นด้วยกับผมว่า ปัญหาเรื่องพัสดุโรงงานทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น มาจากการมองข้ามความสำคัญของการซื้อพัสดุในแต่ละครั้งที่คิดถึงราคา กับค่าของการเก็บ </p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>http://www.businessdictionary.com/definition/independent-demand.html</p>
<p>http://www2.technicchan.ac.th/~logistic/News_Botfarm_1.htm</p>
<p>http://en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>http://www.logisticscorner.com/index.php?option=com_content&#038;view=article&#038;id=1717:inventory-management&#038;catid=42:inventory-management&#038;Itemid=86</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=936">ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=938</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=936</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=936#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2010 11:51:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=936</guid>
		<description><![CDATA[ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง มีหลายแนวทางดังนี้ -ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ประมาณการไว้ในแต่ละช่วงเวลาทั้งใน และนอกฤดูกาล โดยธุรกิจต้องเก็บสินค้าคงคลังไว้ในคลังสินค้า -รักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดินเครื่องจักร ฯลฯ ให้สม่ำเสมอได้ โดยจะเก็บสินค้าที่ขายไม่หมดในช่วงขายไม่ดีไว้ขายตอนช่วงขายดีซึ่งช่วงนั้นอาจจะผลิตไม่ทันขาย -ทำให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซื้อจำนวนมากต่อครั้ง ป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคาแลผลกระทบจากเงินเฟ้อเมื่อสินค้าในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้น -ป้องกันของขาดมือด้วยสินค้าเผื่อขาดมือ เมื่อเวลารอคอยล่าช้าหรือบังเอิญได้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกระทันหัน -ทำให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อเนื่องอย่างราบรื่น ไม่มีการหยุดชะงักเพราะของขาดมือจนเกิดความเสียหายแก่กระบวนการผลิตซึ่งจะทำให้คนงานว่างงาน เครื่องจักรถูกปิด ผลิตไม่ทันคำสั่งซื้อของลูกค้า - ช่วยประหยัดค่าขนส่ง  - ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต  - ช่วยให้ได้รับผลประโยชน์จากส่วนลดเพื่อซื้อสินค้นจำนวนมาก  - ช่วยป้องกันสินค้าขาดแคลน  - ช่วยสนับสนุนนโยบายการให้บริการลูกค้าของกิจการ  - ช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาด // ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >> Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง </strong>มีหลายแนวทางดังนี้<br />
-ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ประมาณการไว้ในแต่ละช่วงเวลาทั้งใน และนอกฤดูกาล โดยธุรกิจต้องเก็บสินค้าคงคลังไว้ในคลังสินค้า<br />
-รักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดินเครื่องจักร ฯลฯ ให้สม่ำเสมอได้ โดยจะเก็บสินค้าที่ขายไม่หมดในช่วงขายไม่ดีไว้ขายตอนช่วงขายดีซึ่งช่วงนั้นอาจจะผลิตไม่ทันขาย<br />
-ทำให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซื้อจำนวนมากต่อครั้ง ป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคาแลผลกระทบจากเงินเฟ้อเมื่อสินค้าในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้น<br />
-ป้องกันของขาดมือด้วยสินค้าเผื่อขาดมือ เมื่อเวลารอคอยล่าช้าหรือบังเอิญได้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกระทันหัน<br />
-ทำให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อเนื่องอย่างราบรื่น ไม่มีการหยุดชะงักเพราะของขาดมือจนเกิดความเสียหายแก่กระบวนการผลิตซึ่งจะทำให้คนงานว่างงาน เครื่องจักรถูกปิด ผลิตไม่ทันคำสั่งซื้อของลูกค้า<br />
-  ช่วยประหยัดค่าขนส่ง <br />
- ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต <br />
- ช่วยให้ได้รับผลประโยชน์จากส่วนลดเพื่อซื้อสินค้นจำนวนมาก <br />
- ช่วยป้องกันสินค้าขาดแคลน <br />
- ช่วยสนับสนุนนโยบายการให้บริการลูกค้าของกิจการ <br />
- ช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาด</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=934">วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</a></p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>http://www.luckydragonlogistics.com/images/1142328200/present_Dr%5B1%5D.Krit.ppt</p>
<p>www.luckydragonlogistics.com/&#8230;/warehousemanagement.doc</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=936</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัตถุประสงค์ของสินค้าคงคลังใน Supply chain</title>
		<link>http://www.bestwitted.com/?p=934</link>
		<comments>http://www.bestwitted.com/?p=934#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 11:32:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Distribution Channel]]></category>
		<category><![CDATA[Inventory Management]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุประสงค์ของการจัดการสินค้าคงคลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestwitted.com/?p=934</guid>
		<description><![CDATA[สินค้าคงคลังมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความสมดุลในซัพพลายเชน เพื่อให้ระดับสินค้าคงคลังต่ำสุด โดยไม่กระทบต่อระดับการให้บริการ โดยปัจจัยนำเข้าของกระบวนการผลิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนและวัสดุต่างๆ ที่เรียกรวมกันว่าสินค้าคงคลัง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์หลายชนิดนอกจากนั้นการที่สินค้าคงคลังที่เพียงพอยังเป็นการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ทันเวลา จึงเห็นได้ว่าสินค้าคงคลังมีความสำคัญต่อกิจกรรมหลักของธุรกิจเป็นอย่างมาก การบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพจึงส่งผลกระทบต่อผลกำไรจากการประกอบการโดยตรงและในปัจจุบันนี้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาจัดการข้อมูลของสินค้าคงคลัง เพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลามากยิ่งขึ้น การจัดซื้อสินค้าคงคลังมาในคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการ ปริมาณเพียงพอ ราคาเหมาะสม ทันเวลาที่ต้องการโดยซื้อจากผู้ขายที่ไว้วางใจได้ และนำส่งยังสถานที่ที่ถูกต้องตามหลักการจัดซื้อที่ดีที่สุด เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารสินค้าคงคลัง // ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >> Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์ Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สินค้าคงคลังมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความสมดุลในซัพพลายเชน เพื่อให้ระดับสินค้าคงคลังต่ำสุด โดยไม่กระทบต่อระดับการให้บริการ</p>
<p>โดยปัจจัยนำเข้าของกระบวนการผลิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนและวัสดุต่างๆ ที่เรียกรวมกันว่าสินค้าคงคลัง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์หลายชนิดนอกจากนั้นการที่สินค้าคงคลังที่เพียงพอยังเป็นการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ทันเวลา จึงเห็นได้ว่าสินค้าคงคลังมีความสำคัญต่อกิจกรรมหลักของธุรกิจเป็นอย่างมาก การบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพจึงส่งผลกระทบต่อผลกำไรจากการประกอบการโดยตรงและในปัจจุบันนี้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาจัดการข้อมูลของสินค้าคงคลัง เพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลามากยิ่งขึ้น การจัดซื้อสินค้าคงคลังมาในคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการ ปริมาณเพียงพอ ราคาเหมาะสม ทันเวลาที่ต้องการโดยซื้อจากผู้ขายที่ไว้วางใจได้ และนำส่งยังสถานที่ที่ถูกต้องตามหลักการจัดซื้อที่ดีที่สุด เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารสินค้าคงคลัง </p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง >><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=121">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=127">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=131">Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=119">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 1 ลักษณะของคลังสินค้าและการจัดวางผังพื้นที่</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=278">Logistics ตอนที่ 8 – สินค้าคงคลังกับระบบลอจิสติกส์ -> ตอนที่ 2 ระบบข้อมูลการจัดการคลังสินค้า</a><br />
<a href="http://www.bestwitted.com/?p=929">การจัดการสินค้าคงคลัง &#8211; ความหมายของสินค้าคงคลัง</a></p>
<p>จากวิกิพีเดียสรุปไว้ว่า</p>
<blockquote><p>There are three basic reasons for keeping an inventory:</p>
<p>   1. Time &#8211; The time lags present in the supply chain, from supplier to user at every stage, requires that you maintain certain amount of inventory to use in this &#8220;lead time&#8221;.<br />
   2. Uncertainty &#8211; Inventories are maintained as buffers to meet uncertainties in demand, supply and movements of goods.<br />
   3. Economies of scale &#8211; Ideal condition of &#8220;one unit at a time at a place where user needs it, when he needs it&#8221; principle tends to incur lots of costs in terms of logistics. So bulk buying, movement and storing brings in economies of scale, thus inventory.</p></blockquote>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "8550138462"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>จึงสรุปได้ว่าการจัดการสินค้าคงคลังมีวัตถุประสงค์หลักคือ<br />
-สามารถมีสินค้าคงคลังบริการลูกค้าในปริมาณที่เพียงพอ และทันต่อการความต้องการของลูกค้าเสมอ เพื่อสร้างยอดขายและรักษาระดับของส่วนแบ่งตลาดไว้<br />
-สามารถลดระดับการลงทุนในสินค้าคงคลังต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงด้วย<br />
-ลดระยะทางในการปฏิบัติการในการเคลื่อนย้ายให้มากที่สุด<br />
-การใช้พื้นที่และปริมาตรในการจัดเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด<br />
-สร้างความมั่นใจว่าแรงงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ สาธารณูปโภคต่างๆ มีเพียงพอและสอดคล้อง	กับระดับของธุรกิจที่ได้วางแผนไว้<br />
-สร้างความพึงพอใจในการทำงานในแต่ละวันแก่ผู้เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายสินค้า ทั้งการรับเข้าและการจ่ายออก โดยใช้ปริมาณจากการจัดซื้อ และความต้องการในการ	จัดส่งให้แก่ลูกค้าเป็นเกณฑ์<br />
-สามารถวางแผนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคุม และรักษาระดับการใช้ทรัพยากรต่างๆ 	เพื่อให้เกิดการบริการภายใต้ต้นทุนที่เกิดประสิทธิภาพคุ้มค่าในการลงทุนตามขนาดธุรกิจที่กำหนด</p>
<p>	อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์สองข้อนี้จะขัดแย้งกันเอง เพราะการลงทุนในสินค้าคงคลังต่ำที่สุดมักจะต้องใช้วิธีลดระดับสินค้าคงคลังให้เหลือแค่เพียงพอใช้ป้อนกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้โดยไม่หยุดชะงัก แต่ระดับสินค้าคงคลังที่ต่ำเกินไปก็ทำให้บริการลูกค้าไม่เพียงพอหรือไม่ทันใจลูกค้าในทางตรงกันข้ามการถือสินค้าคงคลังไว้มากเพื่อผลิตหรือส่งให้ลูกค้าได้เพียงพอและทันเวลาเสมอทำให้ต้นทุนสินค้าคงคลังสูงขึ้น ดังนั้นการบริหารสินค้าคงคลังโดยรักษาความสมดุลของวัตถุประสงค์ทั้งสองข้อนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และเนื่องจากการบริหารการผลิตในปัจจุบันจะต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลักสำคัญ ซึ่งการบริการลูกค้าที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดี ซึ่งทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุดด้วยจึงดูเหมือนว่าการมีสินค้าคงคลังในระดับสูงจะเป็นประโยชน์กับกิจการในระยะยาวมากกว่า เพราะจะรักษาลูกค้าและส่วนแบ่งตลาดได้ดี  แต่อันที่จริงแล้วต้นทุนสินค้าคงคลังที่สูง ซึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงด้วยมีผลด้วยมีผลให้ไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งในด้านราคาได้  จึงต้องทำให้ต้นทุนต่ำ คุณภาพดี และบริการที่ดีด้วยในขณะเดียวกัน</p>
<p><script type="text/javascript">// <![CDATA[
 google_ad_client = "pub-1618649265661050"; /* 468x60, created 03/03/08 */ google_ad_slot = "9984488190"; google_ad_width = 468; google_ad_height = 60;
// ]]&gt;</script><br />
<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type="text/javascript">
</script></p>
<p>อ้างอิง :</p>
<p>en.wikipedia.org/wiki/Inventory</p>
<p>http://www.luckydragonlogistics.com/images/1142328200/present_Dr%5B1%5D.Krit.ppt</p>
<p>www.luckydragonlogistics.com/&#8230;/warehousemanagement.doc</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestwitted.com/?feed=rss2&amp;p=934</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
