Home > Business Research > การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูล

September 15th, 2008 Leave a comment Go to comments

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
1.สำมะโน (Census)
เป็นวิธีการเก็บข้อมูล โดยการแจงนับทุกหน่วยของประชากร ซึ่งอาจเป็นการแจงนับโดยการ นับ, วัด หรือ ชั่ง การสัมภาษณ์ที่มีการเผชิญหน้ากัน ตลอดจนการอาศัยสื่อกลางต่างๆ

2.การสำรวจตัวอย่าง (Sample survey)
เป็นวิธีเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการแจงนับบางหน่วยของประชากร โดยแต่ละหน่วยของประชากรที่ถูกแจงนับจะเป็นไปโดยสุ่ม การเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีนี้เป็นวิธีที่ประหยัดเวลาและงบประมาณ

3.การทดลอง ( Experiment )
-วัตถุประสงค์ของการวางแผนการทดลองคือ เพื่อให้ทำสามารถวัดหรือเปรียบเทียบผลของสิ่งทดลอง (treatment) โดยการใช้หน่วยทดลอง (experimental unit)
-สิ่งทดลอง หมายถึง วิธีการ หรือ กระบวนการหรือสิ่งต่างๆที่ต้องการวัดหรือเปรียบเทียบ โดยจะนำสิ่งทดลองมาใส่ให้แก่หน่วยทดลอง เพื่อทำให้สามารถวัดค่าต่างๆ หรือวัดอิทธิพลของสิ่งทดลองโดยผ่านหน่วยทดลอง เช่น การเปรียบเทียบคุณภาพของยารักษาโรคหัวใจ 4 ชนิด ในที่นี้ยาคือ สิ่งทดลอง จึงมีสิ่งทดลอง 4 ชนิด
-หน่วยทดลอง หมายถึง คน สิ่งของ หรือสัตว์ที่นำมาใช้ในการทดลองเพื่อวัดผลของสิ่งทดลอง เช่น การเปรียบเทียบยารักษาโรคหัวใจ หน่วยทดลอง คือ คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ, การเปรียบเทียบคุณภาพวิธีการสอน 3 แบบ จะมีนักเรียนเป็นหน่วยทดลอง, การเปรียบเทียบคุณภาพของยา 4 ชนิด รักษาโรคใดโรคหนึ่ง มีคนไข้เป็นหน่วยทดลอง

4.เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่มีผู้เก็บรวบรวมไว้แล้ว
การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เช่น หนังสือ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความ สิ่งพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น


ประเภทข้อมูลจากการเก็บรวบรวมข้อมูล
1) ข้อมูลปฐมภูมิ หมายถึง ข้อมูลที่ผู้วิจัยเก็บรวบรวมขึ้นเป็นครั้งแรกจากผู้ให้ข้อมูลโดยตรง และนำมาใช้กับงานวิจัยนั้นๆโดยเฉพาะ การเลือกใช้ข้อมูลแบบปฐมภูมิ ผู้วิจัยจะสามารถเลือกเก็บข้อมูลได้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ตลอดจนเทคนิคการวิเคราะห์ แต่มีข้อเสียตรงที่สิ้นเปลืองเวลา ค่าใช้จ่าย และอาจมีคุณภาพไม่ดีพอ หากเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลประเภทนี้โดยส่วนใหญ่มักมาจากการสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต การทดลอง เป็นต้น
2) ข้อมูลทุติยภูมิ หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่มีผู้เก็บหรือรวบรวมไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่นักวิจัยนำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาใหม่ เช่น ข้อมูลสำมะโนประชากร สถิติจากหน่วยงาน และเอกสารทุกประเภท ช่วยให้ผู้วิจัยประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเวลากับการเก็บข้อมูลใหม่ และสามารถศึกษาย้อนหลังได้ ทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ที่ศึกษา แต่จะมีข้อจำกัดในเรื่องความครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากบางครั้งข้อมูลที่มีอยู่แล้วไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของเรื่องที่ผู้วิจัยศึกษา และปัญหาเรื่องความ น่าเชื่อถือของข้อมูล ก่อนจะนำไปใช้จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นในบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์

คุณสมบัติของข้อมูลที่เก็บรวบรวม
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทใดก็แล้วแต่ ผู้วิจัยจะต้องตระหนักว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมมานั้นต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1) สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด สมมติฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวัดหรือวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
2) มีความถูกต้อง (accuracy)
3) มีความน่าเชื่อถือ (reliability)

ก่อนลงมือเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยจะต้อง
1) ทบทวนวัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา และสมมติฐานของงานวิจัยว่างานวิจัยดังกล่าวมีตัวแปรอะไรบ้าง ข้อมูลที่จะใช้เป็นข้อมูลประเภทใด มีมาตราวัดในระดับใด แหล่งข้อมูลอยู่ที่ไหน จะหามาได้อย่างไร
2) ในกรณีที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิจะหามาได้โดยวิธีใด เช่น การใช้แบบสอบถาม ใช้แบบทดสอบ การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือการทดลอง ประชากรเป้าหมายมีมากน้อยเพียงใด กรอบการเลือกตัวอย่างเป็นอย่างไร จะเลือกตัวอย่างอย่างไรและจำนวนเท่าใด และจะวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร เป็นต้น
3) ในกรณีที่เป็นข้อมูลทุติยภูมิก็ต้องทราบว่าแหล่งข้อมูลสำหรับตัวแปรนั้นๆอยู่ที่ไหน มีกี่แห่ง สมควรจะได้แห่งใดก่อน-หลัง และแหล่งใดเป็นแหล่งโดยตรงของข้อมูลนั้น แหล่งใดเป็นแหล่งที่นำข้อมูลจากหน่วยงานอื่นมาเผยแพร่ และในการเผยแพร่นั้นมีการปรับตัวเลขอย่างไร เช่น หากต้องการข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ คือข้อมูลการนำเข้าและส่งออกของสินค้าที่ศึกษา แหล่งข้อมูลโดยตรงคือกรมศุลกากร ซึ่งมีสถิติรายปีพิมพ์ประจำทุกปี
4) ในกรณีที่ตัวแปรหนึ่งๆสามารถใช้ข้อมูลที่แสดงถึงตัวแปรนั้นได้มากกว่า 1 ตัว ผู้วิจัยต้องพิจารณาว่าควรใช้ข้อมูลใดจึงจะดีที่สุด ทั้งในแง่ของความถูกต้อง ความสะดวก หรือความสมบูรณ์ของข้อมูล และต้องทราบความแตกต่างระหว่างการใช้ข้อมูลตัวที่เลือกกับข้อมูลอื่นๆที่ไม่ได้เลือก เช่น ข้อมูลซึ่งแสดงถึงมูลค่าของผลผลิตในสมการฟังก์ชันการผลิตจะใช้มูลค่าการผลิตโดยตรง (มูลค่าการผลิต ณ ราคาโรงงาน) ซึ่งผู้ผลิตแจ้ง หรือใช้ตัวเลขมูลค่าเพิ่ม หรือตัวเลขยอดขาย เป็นต้น ซึ่งหากผู้วิจัยใช้ตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวนี้ ผู้วิจัยต้องทราบความแตกต่างระหว่างตัวที่ถูกเลือกกับ 2 ตัวที่ไม่เลือก


การเปรียบเทียบเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
1.การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire)
ข้อดีของการใช้แบบสอบถาม

-ทำให้ได้ผลการตอบจากกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเดียวกัน
-สามารถส่งทางไปรษณีย์ได้ เมื่อกลุ่มเป้าหมายมีลักษณะกระจัดกระจาย
-ผู้ตอบมีอิสระในการตอบโดยไม่มีการจำกัดในเรื่องของเวลา
-สามารถใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์ทุกคนถามในลักษณะเดียวกัน
-สะดวกในการบรรณาธิกรณ์และการวิเคราะห์ข้อมูล
-เป็นข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถตรวจสอบความถูกต้องในภายหลังได้
ข้อบกพร่องที่เกิดจากการใช้แบบสอบถาม
-ใช้ได้เฉพาะคนที่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น
-คำตอบที่ได้ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ตอบเข้าใจคำถามหรือไม่
-ในกรณีส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์จะพบว่ามีอัตราการตอบกลับค่อนข้างน้อย
-ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการตอบของตัวอย่างเป้าหมายจริง

2.การสัมภาษณ์ (Interview)
-เป็นการเก็บข้อมูลโดยที่ผู้ถามและผู้ตอบต้องเผชิญหน้ากันในลักษณะของการพูดคุย ซักถามและสนทนากัน โดยมีจุดมุ่งหมายกำหนดไว้ล่วงหน้า
-คุณภาพของข้อมูลขึ้นอยู่กับส่วนประกอบสำคัญดังนี้
–บทบาทของผู้สัมภาษณ์
–พฤติกรรมของผู้ถูกสัมภาษณ์
–เครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์
–สถานการณ์ในการสัมภาษณ์
ขั้นตอนการสัมภาษณ์
-สร้างแบบสัมภาษณ์ และตรวจสอบคุณภาพ
-ส่งคณะผู้สำรวจไปยังพื้นที่เพื่อเตรียมปฏิบัติงานสนาม
-ฝึกอบรมผู้สัมภาษณ์ทุกคนให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
-วางแผนปฏิบัติงานภาคสนาม

ข้อดีของการสัมภาษณ์
-ใช้ได้กับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไม่มีปัญหาจากการอ่านเขียน
-สามารถดัดแปลงและปรับปรุงวิธีการสัมภาษณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา
-ทำให้ได้จำนวนตัวอย่างมากกว่าการใช้แบบสอบถามทางไปรษณีย์
-สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ระหว่างการสัมภาษณ์
-สามารถสังเกตกิริยาอาการของผู้ถูกสัมภาษณ์ ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้
-ทำให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปร ด้านอารมณ์ และความรู้สึกมากกว่าการใช้แบบสอบถาม

จุดอ่อนของการสัมภาษณ์
-คุณภาพข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และบุคลิกภาพของผู้สัมภาษณ์ ซึ่งต้องทำให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการจากการฝึกอบรมให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
-ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้แบบสอบถาม
-หากกลุ่มตัวอย่างมีลักษณะกระจัดกระจาย จะทำให้การเก็บข้อมูลต้องใช้เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น
-ผู้ถูกสัมภาษณ์อาจพยายามตอบด้านบวกเมื่อรู้ตัวว่าถูกสัมภาษณ์หรือการไม่คงเส้น คงวาตลอดระยะเวลาถูกสัมภาษณ์ อาจทำให้ได้-ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

3.การสังเกต (Observation)
การสังเกต เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้การสังเกตในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลได้สัมผัสกับสิ่งที่ต้องการรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งมีโอกาสได้ข้อมูลตรงตามสภาพความเป็นจริงสูง

ส่วนประกอบของการสังเกต
-บทบาทของผู้สังเกต
-เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต
-การบันทึกผลการสังเกต

ขั้นตอนการสังเกต
-การเตรียมเครื่องมือ
-ระบุพื้นที่เป้าหมาย
-ฝึกอบรมผู้สังเกตทุกคนให้มีมาตรฐานเดียวกัน
-ปฏิบัติงานภาคสนาม
-บันทึกการสังเกตเพื่อเป็นหลักฐานและใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
-ตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้อง

ประโยชน์ของการสังเกต
-ทำให้มีโอกาสสัมผัส และเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่สามารถใช้วิธีการอื่นได้
-การได้สัมผัสกับปัญหาโดยตรง
-ในกรณีที่เป็นการสังเกตโดยกลุ่มผู้ที่ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ทำให้ผู้สังเกตได้ข้อมูลที่ไม่เปิดเผยในยามปกติ นอกจากนี้ยังเกิดความปลอดภัยแก่ผู้สังเกตอีกด้วย
-ทำให้ผู้วิจัยได้ข้อมูลที่ไม่คาดหวังซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวิจัย
-ผู้สังเกตสามารถเก็บข้อมูลได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้หรือความสามารถของผู้ถูกสังเกต

จุดอ่อนของการใช้การสังเกตในการเก็บรวบรวมข้อมูล
-ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเก็บข้อมูลวิธีอื่น
-พฤติกรรมบางอย่างจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมาก จนอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสังเกตได้
-การปฏิบัติงานจะทำได้ยากหากกลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่หรืออยู่กระจัดกระจาย
-ช่วงเวลาที่สังเกตถูกกำหนดโดยลักษณะของพฤติกรรมแต่ในทางปฏิบัติไม่สะดวกสำหรับผู้จะเข้าไปสังเกต
-ความคลาดเคลื่อนจากตัวผู้สังเกตมีโอกาสเกิดได้มาก

จบครับ
ธัชพนธ์ โชคสุชาติ


  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.
You must be logged in to post a comment.