Home > Business Research > การกำหนดกลุ่มประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

การกำหนดกลุ่มประชากร และกลุ่มตัวอย่าง

September 17th, 2008 Leave a comment Go to comments

ประชากร(Population)

-หมายถึง กลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่ต้องการศึกษา อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้
-ประชากรในทางสถิติอาจจะหมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรต่างๆ สัตว์ สิ่งของ ก็ได้
-เช่น ถ้าเราสนใจศึกษาอายุเฉลี่ยของคนไทย ประชากรคือคนไทยทุกคน สนใจรายได้เฉลี่ยของธนาคาร ประชากรคือธนาคารทุกธนาคาร เป็นต้น
ใช้สัญลักษณ์ “N” แทนจำนวนประชากร

ตัวอย่าง (Sample)

-หมายถึง กลุ่มสมาชิกที่ถูกเลือกมาจากประชากรด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนในการศึกษาและเก็บข้อมูล

- เช่น ต้องการหาอายุเฉลี่ยของคนไทย ตัวอย่างคือคนไทยบางคนที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง หรือสนใจอายุการใช้งานเฉลี่ยของหลอดไฟยี่ห้อ B ประชากร คือ หลอดไฟยี่ห้อ B ทุกหลอด ตัวอย่างคือ หลอดไฟยี่ห้อ B บางหลอดที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง เป็นต้น
สัญลักษณ์ “n” แทนสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง


การกำหนดขอบเขตของประชากร
-การกำหนดขอบเขตประชากรโดยอาศัยขอบเขตทางภูมิศาสตร์
เช่นยึดเอาแนวถนน หรือแม่น้ำ เทือกเขา เป็นตัวกำหนดประชากร
-การกำหนดขอบเขตประชากรโดยอาศัยขอบเขตการปกครอง
เช่น ยึดตามเขต หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค หรือ ประเทศเป็นตัวกำหนดประชากร
-การกำหนดขอบเขตประชากรโดยยึดเอาช่วงเวลาเป็นเกณฑ์
เช่น ระหว่าง ปี พ.ศ. 2501 ถึง 2530
เช่น ผู้ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 45 ปี บริบูรณ์
-การกำหนดขอบเขตประชากร โดยยึดเอาลักษณะอื่นๆ เป็นเกณฑ์
เช่น รายได้ , การศึกษา , เพศ , อาชีพ , ลักษณะความเจ็บป่วย หรือพิการ

ทำไมต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง

-ประหยัดเวลา แรงงาน
-ประหยัดงบประมาณ ค่าใช้จ่าย
-เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (วิจัย)
-สามารถตรวจสอบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดได้ดีกว่า

ลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ดี

-ทุกหน่วยประชากรจะต้องมีโอกาสได้รับเลือกอย่างเท่าเทียมกัน
-สามารถให้ความมั่นใจในการสรุปอ้างถึงประชากรที่ศึกษาได้ หรือ สามารถเป็นตัวแทนของประชากรที่ศึกษาได้

ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

พิจารณาจากลักษณะของประชากร กล่าวคือ ถ้าประชากรที่จะศึกษามีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน (Homogeneity) กลุ่มตัวอย่างอาจจะมีขนาดเล็กได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าประชากรมีลักษณะแตกต่างกันมาก (Heterogeneity) กลุ่มตัวอย่างอาจจะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น
พิจารณาจากจำนวนตัวแปรที่จะศึกษา หากตัวแปรมีจำนวนมาก การใช้กลุ่มตัวอย่างอาจจะต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอต่อการศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีการใช้สถิติในการวิเคราะห์ การใช้กลุ่มตัวอย่างเล็กเกินไป อาจจะพบปัญหาว่าไม่สามารถใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้

การกำหนดขนาดตัวอย่าง

-การกำหนดขนาดของตัวอย่างโดยพิจารณาจากขนาดของประชากรเป้าหมาย
-การกำหนดขนาดของตัวอย่างโดยคำนวณจากสูตร
-การกำหนดขนาดของตัวอย่างโดยใช้ตาราง


สิ่งที่ต้องกำหนดไว้ก่อนการกำหนดขนาดตัวอย่าง
1.กำหนดช่วงความเชื่อมั่นของการ
2.กำหนดระดับความคลาดเคลื่อนของการประมาณค่า ประมาณค่า

การเลือกกลุ่มตัวอย่าง
-การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ (Non probability sample)
-การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบที่เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability Sample)

การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ (Non probability sample)
-กลุ่มตัวอย่างตามสะดวก (Convenience Sample)
-กลุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota Sample)
-กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample)

กลุ่มตัวอย่างตามสะดวก (Convenience Sample)
หมายถึงการเก็บตัวอย่างไม่ยุงยากซับซ้อนหรือเสียค่าใช้จ่ายมากนัก เช่นโทรศัพท์ถามความเห็น การออกจดหมายส่งแบบสอบถาม เป็นต้น
ข้อเสีย ของการเก็บตัวอย่างประเภทนี้มีอยู่บ้าง
-เช่น ในกรณีที่โทรศัพท์สอบถาม ประชากรที่ถูกมาเป็นตัวอย่างอาจอยู่ในวงจำกัด ไม่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของคนทั่วไป ในกรณีที่ออกหนังสือส่งแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามอาจมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้สรุปหรืออ้างอิงประชากรได้อย่างน่าเชื่อถือ เพราะในส่วนของคนที่ไม่ตอบแบบสอบถามอาจมีความเห็นเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเราจะเห็นว่าตัวอย่างตามสะดวกนั้นมักไม่ใช่ตัวแทนที่ดีของประชากร
-เช่น ถ้าเราเลือกตัวอย่างโดยอาศัยความสะดวกในการที่จะสอบถามเกี่ยวกับการมีงานทำหรือว่างงานบริเวณสี่แยกที่มีคนพลุกพล่านในบริเวณสี่แยก ตัวอย่างที่ได้มาจะขาดความเป็นตัวแทนของบางส่วนของประชากร เพราะอาจจะมีความเป็นตัวแทนของคนฐานะปานกลางมากเกินไป ขาดความเป็นตัวแทนของคนใช้แรงงาน และคนยากจน
แนวโน้มของผลต่างระหว่างผลที่ได้จากตัวอย่างและความจริงเกี่ยวกับทั้งประชากรเรียกว่าความเอนเอียง (Bias)

กลุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota Sample)
เป็นการได้กลุ่มตัวอย่างมาโดยนำเอาสัดส่วนของประชากรมาพิจารณาด้วย เช่น การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อหลักสูตรใหม่ ซึ่งในมหาวิยาลัยที่จะศึกษาประกอบด้วย 4 คณะวิชา การเก็บกลุ่มตัวอย่างจำเป็นต้องพิจารณาสัดส่วนของนักศึกษาในแต่ละคณะด้วย เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างได้กระจายไปในทุกคณะอย่างทั่วถึง

กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample)
เป็นการใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น การสำรวจภาวะตลาดการค้า อาจจะต้องเลือกเอาช่วงเวลาที่ภาวะการค้าเป็นไปแบบกลางๆ คือไม่สูง หรือต่ำจนเกินไป หรือการทดสอบการใช้หลักสูตร ซึ่งจะต้องใช้นักเรียนทั้งที่เรียนดี ปานกลาง และต่ำ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเจาะจงเพื่อให้ได้คนทั้งสามกลุ่มแน่นอน

การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบที่เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability Sample)
-การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)
-การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling)
-การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling)
-การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling)
-การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น (Multi-stage Sampling)

การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)
คือการสุ่มเลือกหน่วยตัวอย่าง n หน่วยจากทั้งหมด N หน่วย โดยให้แต่ละตัวอย่าง มีโอกาสเลือกเท่ากัน
-วิธีจับสลาก (สำหรับประชากรที่ไม่ใหญ่มากนัก)
-ตารางเลขสุ่ม (สำหรับประชากรขนาดใหญ่)

การใช้ตารางเลขสุ่มเพื่อเลือกตัวอย่างสุ่มอย่างง่าย มี 2 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 กำหนดหมายเลขให้กับแต่ละหน่วยของประชากร โดยใช้หมายเลขที่มีความยาวเท่ากัน (แต่ละหมายเลขประกบด้วยเลขโดดจำนวนเท่ากัน) เช่น ถ้าประชากรมีขนาดเกินสิบแต่ไม่เกินร้อย ใช้หมายเลขที่มีความยาว 2 (แต่ละหมายเลขประกอบด้วยเลขโดด 2 ตัว) ถ้าประชากรมีขนาดเกิน 100 แต่ไม่เกิน 1000 ใช้หมายเลขที่มีความยาว 3 (แต่ละหมายเลขประกอบด้วยเลขโดด 3 ตัว) ประกอบ
ขั้นที่ 2 อ่านเลขสุ่มจากตารางเลขสุ่มทีละกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มมีความยาวเท่ากับความยาวของหมายเลขที่กำหนดให้กับแต่ละหน่วยในประชากร เช่น ถ้าใช้หมายเลขที่มีความยาว 2 กลุ่ม เลขโดด 2 ตัวใดๆ ที่อ่านจากตารางเลขสุ่มมีโอกาสเท่าๆ กันที่จะเป็นหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งใน 100 หมายเลขต่อไปนี้ 00, 01, 02, …, 99 อ่านกลุ่มเลขโดดจากตารางเลขสุ่ม จนกระทั่งได้กลุ่มเลขโดดตรงกับหมายเลขที่กำหนดให้กับหน่วยงานต่างๆ ในประชากรตามจำนวนที่ต้องการ ตัวอย่างที่เลือกได้จะเป็นตัวอย่างสุ่มอย่างง่าย กลุ่มเลขโดดที่ซ้ำกันหรือไม่ได้เป็นหมายเลขของหน่วยใดๆ ในประชากรให้ตัดทิ้งไป

ตัวอย่างตารางเลขสุ่ม

ตัวอย่างการใช้ตารางเลขสุ่ม
ตัวอย่างที่ 1 สมมติว่านักศึกษาต้องการศึกษาคุณภาพของหลอดไฟที่บริษัทแห่งหนึ่งผลิต นักศึกษาทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายและใช้ตารางเลขสุ่ม ถ้าบริษัทแห่งผลิตหลอดไฟทั้งหมด 500 หลอด ต้องการตัวอย่าง 50 หลอด เพื่อทำการทดสอบคุณภาพ นักศึกษาจะมีขั้นตอนในการสุ่มโดยใช้ตารางเลขสุ่มอย่างไร (โดยเริ่มต้นจากแถวที่ 117)
วิธีทำ ขั้นตอนการทำมีดังนี้
1. กำหนดหมายเลขให้กับให้หลอดไฟแต่ละหลอด เริ่มจากหมายเลข 000 สำหรับหลอดที่ 1
001 สำหรับหลอดที่ 2 ไปเรื่อยๆ จนถึงหลอดสุดท้ายเป็นหมายเลข 499
2. อ่านตารางเลขสุ่ม เริ่มจากแถวที่ 117 อ่านครั้งละ 3 หลัก เช่น อ่านตามแนวนอนหมาย
เลขที่อ่านได้คือ 052 555 357 908 239 991 ……
หมายเลขที่ได้รับเลือก คือ 052 357 239 ….. สุ่มให้ได้จนครบจำนวนตัวอย่างที่ต้องการ คือ 50 หลอด
หรืออ่านตารางเลขสุ่มตามแนวตั้ง

ตัวอย่างที่ 2 บริษัทผลิตรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ต้องการทราบถึงสมรรถภาพของรถยนต์ที่ตนผลิต ซึ่งบริษัทแห่งนี้ผลิตรถยนต์ทั้งหมด 30 คัน บริษัทต้องการสุ่มตัวอย่างรถยนต์ 10 คัน จากตัวอย่างสุ่มที่สุ่มได้นักศึกษาจงหารถยนต์ 5 คันแรกในตัวอย่างสุ่มอย่างง่ายที่เลือกได้คือรถยนต์หมายเลขใดบ้าง (ใช้ตารางเลขสุ่มเริ่มจากแถวที่ 121 อ่านตามแนวนอน)
วิธีทำ อ่านตารางเลขสุ่ม เริ่มจากแถวที่ 121 อ่านครั้งละ 2 หลัก
อ่านตามแนวนอนหมาย เลขที่อ่านได้คือ 28 12 42 96 86 63 74 51 23 13 15 74 51 ……..
หมายเลขที่ได้รับเลือก 5 หมายเลขแรกคือ 28 12 23 13 15

การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling)
-เป็นวิธีการสุ่มที่ใช้กับหน่วยตัวอย่างที่ได้มีการเรียงลำดับอย่างเป็นระบบอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลำดับเลขของหนังสือในห้องสมุด การสุ่มแบบเป็นระบบทำได้โดยการเลือกหน่วยตัวอย่างแรกแบบสุ่ม จากหน่วยที่ 1 ถึงหน่วยที่ k และจะเลือกหน่วยตัวอย่างต่อๆไปทุก k หน่วยจนครบ n หน่วยตามต้องการ
-ตัวอย่าง k = 10 ถ้าหน่วยตัวอย่างแรกที่เลือกได้คือหน่วยที่ 9 ตัวอย่างที่จะถูก เลือกต่อไปคือ 29, 39, 49….ฯลฯ จนครบ n หน่วย

การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling)
วิธีการสุ่มสำหรับหน่วยตัวอย่างที่มีลักษณะแตกต่างกัน การสุ่มต้องแบ่งประชากรออกเป็นส่วนย่อยแต่ละส่วน (เป็นชั้นภูมิ) แล้วเลือกตัวอย่างจากแต่ละชั้นภูมิ
เพราะมีความเชื่อว่าประชากรมีความแตกต่างกันมากตามตัวแปรคุณลักษณะ ได้แก่ เพศ ระดับชั้นเรียน ระดับการศึกษา ศาสนา ฯลฯ ดังนั้น การแยกตัวแปรเหล่านี้ออกมาเป็นชั้นเพื่อกระจายให้ตัวอย่างที่ได้รับเลือกมีโอกาสเป็นตัวแทนของทุกชั้น ก็จะทำให้เป็นตัวแทนที่ดียิ่งขึ้น

การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling)
เป็นวิธีการสุ่มตัวอย่างที่มีการรวมหน่วยตัวอย่างเข้าไว้เป็นกลุ่ม จำนวน N กลุ่ม แล้วทำการสุ่มเลือกกลุ่มของหน่วยตัวอย่างมา n กลุ่ม การเก็บรวบรวมข้อมูลจะทำการเก็บจากหน่วยตัวอย่างทุกหน่วยในกลุ่มที่ถูกเลือกมาเป็นตัวอย่าง

การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น (Multi-stage Sampling)
การสุ่มตัวอย่างที่ทำเป็นขั้นๆ หลายขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นจะใช้แผนการสุ่มแบบใดก็ได้ ข้อมูลจะถูกเก็บจากหน่วยตัวอย่างย่อยที่สุ่มเลือกมาได้ในขั้นสุดท้าย

ตัวอย่างการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น
-ในการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้การสุ่มตัวอย่างทุกวิธีเพียงแต่หมายความว่าใช้วิธีการสุ่มเป็นขั้นหลายครั้งตั้งแต่ 2 ขั้นขึ้นไป และในแต่ละขั้นจะใช้วิธีการสุ่มแบบใด ๆ ก็ได้
-เช่น การศึกษารูปแบบการพัฒนาชุมชนของประเทศไทยจากหมู่บ้านตัวอย่าง
ขั้นตอนที่ 1 การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น สุ่มจังหวัดในประเทศไทยมาจากชั้นที่เป็นภาคภูมิศาสตร์  อันได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันออก เพราะ เชื่อว่าเรื่องที่ต้องการศึกษาน่าจะมีรูปแบบในการพัฒนาแตกต่างกันไปตามตัวแปรภูมิภาค จึงแบ่งชั้นเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนจากทุกภาค
ขั้นตอนที่ 2 การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย หลังจากได้จังหวัดที่เป็นตัวแทนของทุกภาคของประเทศไทยแล้ว ทำการสุ่มอำเภอโดยให้ทุกอำเภอในจังหวัดตัวอย่างมีโอกาสถูกเลือกโดยเท่าเทียมกัน เพราะเชื่อว่าไม่ว่าอำเภอใดในจังหวัดตัวอย่างก็เป็นตัวแทนของจังหวัดนั้นๆ เท่าเทียมกัน
ขั้นตอนที่ 3 การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เมื่อได้อำเภอตัวอย่างแล้ว ใช้อำเภอเป็นกลุ่ม (cluster) เพื่อกำหนดการเลือกตำบลมาเป็นตัวอย่างตามสัดส่วนจำนวนตำบลในแต่ละอำเภอโดยวิธีการนี้เราก็จะได้ตำบลที่เป็นตัวแทนจากทุกอำเภอ
ขั้นตอนที่ 4 การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เพื่อให้ได้ตัวแทนหมู่บ้านที่กระจายทุกตำบลใช้เลขที่ของหมู่บ้านมาเป็นการเลือกหมู่บ้านตัวอย่าง เช่น ใช้หมู่บ้านที่เป็น เลขคี่ มาเป็นตัวอย่าง เป็นต้น

พบกันตอนต่อไปครับ
ธัชพนธ์ โชคสุชาติ


Categories: Business Research Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.
You must be logged in to post a comment.