Home > Business Research > การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย

การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย

September 17th, 2008 Leave a comment Go to comments

การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย

เครื่องมือวิจัย หมายถึง เป็นอุปกรณ์หรือเทคนิคที่นักวิจัยใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือวัดตัวแปรที่ต้องการศึกษา เช่น
-แบบสอบถาม
-แบบสัมภาษณ์

ความสำคัญของเครื่องมือวิจัย

1.เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของการวัดการประเมินตัวแปรในการวิจัยตัวแปรในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมักไม่สามารถวัดโดยตรงจึงต้องอาศัยเครื่องมือในการวิจัย
2.เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญระหว่างปัญหา วัตถุประสงค์ และสมมุติฐานการวิจัย กับข้อมูลที่ใช้เป็นหลักฐานในการตอบปัญหา
3.มีส่วนสำคัญทำให้การรวบรวมข้อมูลกระชับตรงประเด็นตามวัตถุประสงค์ มีความต่อเนื่องเป็นขั้นตอน ช่วยลดความผิดพลาด
4.เครื่องมือวิจัยที่วางรูปแบบที่ดีจะมีส่วนช่วยให้การจัดเตรียมข้อมูลการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ง่ายขึ้นดังนั้นเพื่อให้งานวิจัยมีคุณภาพ ผลการวิจัยได้รับความน่าเชื่อถือ นักวิจัยจะต้องมีการวางแผนการดำเนินการวัดที่ดี เพื่อให้ปราศจากความคลาดเคลื่อนหรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด


ความคลาดเคลื่อนของการวัด

ความคลาดเคลื่อนของการวัด = ค่าจริง + – ความคลาดเคลื่อน
จำแนกได้ 2 ลักษณะคือ
1.การจำแนกชนิดของความคลาดเคลื่อนตามลักษณะการเกิด
2.การจำแนกชนิดของความคลาดเคลื่อนตามแหล่งที่เกิด

1.การจำแนกชนิดของความคลาดเคลื่อนตามลักษณะการเกิด แบ่งออกได้ 2 แบบ
1.1 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นชั่วคราว (random or chance errors) เป็นผลจากการเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในขณะที่ศึกษา เหตุการณ์เกิดขึ้นชั่วคราวแต่มีผลต่อการวัด
1.2 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นแล้วอยู่คงที่ (systematic or constant error) มักเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่ส่งผลต่อการวัดทั้งหมด เช่น การชั่งน้ำหนักที่ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่ให้ผลที่สูงกว่าปกติ 300 กรัม ทำให้น้ำหนักที่ได้ทั้งหมดสูงกว่าความเป็นจริง

2.การจำแนกชนิดของความคลาดเคลื่อนตามแหล่งที่เกิด
2.1 ความคลาดเคลื่อนเนื่องมาจากเครื่องมือ เช่น คำสั่งแนะนำในการใช้ไม่ชัดเจน ตีความผิด เกณฑ์ในการอ่านไม่ชัดเจนเครื่องมือเสื่อมสภาพ แบบสอบถามชักนำให้ผู้ตอบมีความลำเอียง
2.2 ความคลาดเคลื่อนเนื่องจากผู้ใช้เครื่องมือ เช่น ผู้ใช้ไม่มีความชำนาญ ถ้ามีผู้วัดมากกว่า 1 คนความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้ัด เกิดอคติ ในกลุ่มควบคุมหรือกลุ่มทดลอง
2.3 ความคลาดเคลื่อนจากผู้ถูกวัด เช่น ผู้ถูกวัดเคยถูกวัดมาแล้วเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย รู้ตัวว่าจะถูกวัดทำให้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากสภาพธรรมชาติ อาจเสแสร้งไม่ร่วมมือ หรือร่วมมือมากเกินไป ผู้ถูกวัดถูกเลือกมาโดยไม่มีการสุ่มทำให้ไม่เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดทำให้ผลการวิจัยคลาดเคลื่อนได้

ชนิดของเครื่องมือวิจัย

-เครื่องมือวิจัยทางด้านสรีรวิทยา และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ
-แบบสอบถาม
-แบบสัมภาษณ์
-แบบสังเกต
-แบบทดสอบมาตรฐาน

เครื่องมือวิจัยทางด้านสรีรวิทยา และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ
1. เครื่องมือวัดทางด้านกายภาพ
เช่น เครื่องมือวัดแสง เสียง ฝุ่นในอากาศ อุณหภูมิ ความดันโลหิต น้ำหนัก ส่วนสูง
2. เครื่องมือวัดทางเคมี
เช่น เครื่องมือในการตรวจเลือดหาระดับน้ำตาล แอลกอฮอล์ หรือส่วนประกอบอื่นๆ
3. เครื่องมือวัดทางจุลชีวะ
เช่น เครื่องมือตรวจวัดแบคทีเรียในเลือด ปัสสาวะ การเพราะเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส

แบบสอบถาม
แบบสอบถาม หมายถึง ชุดของข้อคำถามที่ผู้วิจัยเตรียมไว้ให้ผู้ตอบซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลโดยตรงเขียนตอบในเรื่องใดเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ต้องการศึกษา แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัยที่นิยมใช้กันมากชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1).หนังสือนำ
2).คำชี้แจงในการตอบ
3).เนื้อหาของแบบสอบถาม

แบบสอบถามที่ใช้มีหลายลักษณะดังนี้
1. แบบสอบถามชนิดเลือกตอบ
2. แบบประมาณค่า
3. แบบสอบถามชนิดปลายเปิด

แบบสอบถามชนิดเลือกตอบ
มักใช้เพื่อต้องการวัดความรู้ หรือเป็นแบบทดสอบที่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว มีหลายรูปแบบ เช่น
-ให้เลือกตอบ 1 คำตอบจากตัวเลือก 2 ตัวเลือก แบบสอบถามชนิดนี้มักจะถามเป็นการตอบรับปฏิเสธ โดยกำหนดคำตอบเป็น ใช่-ไม่ใช่ เคย-ไม่เคย เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เช่น ท่านเคยตรวจร่างกายประจำปีหรือไม่ ( ) เคย ( ) ไม่เคย
-ให้เลือกคำตอบ 1 คำตอบจากตัวเลือกมากกว่า 2 ตัวเลือก ซึ่งอาจกำหนด 4 หรือ 5 ตัวเลือก เช่น ท่านมีบุตรกี่คน ( ) 1 คน ( ) 2 คน ( ) 3 คน ( ) มากกว่า 3 คน
-แบบเลือกตอบได้หลายคำตอบ มักใช้ถามความคิดเห็นหรือประสบการณ์ของผู้ตอบซึ่งมีโอกาสเกิดได้หลายกรณีในเวลา
-แบบจัดลำดับสิ่งที่ให้ตอบ เช่น ท่านพึงพอใจในบริการที่ได้รับจากใครมากที่สุดเรียงลำดับก่อนหลัง

แบบสอบถามแบบประมาณค่า
เป็นแบบสอบถามที่กำหนดให้ผู้ตอบเลือกตอบตามระดับความคิดเห็นที่แตกต่างกันโดยตอบเป็นคำตอบเพียงคำตอบเดียว มักใช้วัดเจตคติ ความคิดเห็น หรือความเชื่อของผู้ตอบ ซึ่งมีระดับแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น
แบบเลือกตอบจากตัวเลือกที่กำหนดให้
เช่นท่านคิดว่าการสอนโดยใช้สื่อวีดีทัศน์มีความน่าสนใจในระดับใด
( ) มาก ( ) ปานกลาง ( ) น้อย
แบบเลือกตอบจากตัวเลข เช่น

แบบสอบถามชนิดปลายเปิด
เป็นแบบสอบถามที่มีรูปแบบของคำถามในลักษณะที่ถามอย่างกว้าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้ตามเสรี มักใช้เมื่อต้องการข้อมูลหรือความคิดเห็นอย่างกว้าง ๆ
เช่น ปัญหายาเสพติดมีผลกระทบต่อชุมชนของท่านอย่างไรบ้าง
______________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________


แบบสัมภาษณ์
แบบสัมภาษณ์ เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยมีการสื่อสารกันระหว่างผู้ถามกับผู้ให้ข้อมูล ทั้งนี้การสื่อสารจะต้องมีจุดมุ่งหมาย แบ่งตามวิธีการสัมภาษณ์ได้ 2 ประเภทคือ
1. แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างแน่นอน มีลักษณะคล้ายคลึงกับแบบสอบถามแบบเลือกตอบ ประกอบด้วยข้อคำถาม และคำตอบเอาไว้ให้ผู้ตอบเลือกหลายคำตอบ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะสัมภาษณ์ตามเนื้อหาในแบบสัมภาษณ์ เท่านั้นโดยอ่านคำถามทีละข้อ แล้วให้ผู้ตอบเลือกคำตอบที่ได้เตรียมไว้
2. แบบสัมภาษณ์ชนิดไม่มีโครงสร้างแน่นอน มักประกอบด้วยแนวคำถามกว้าง ๆ และมีลักษณะยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลสามารถให้ข้อคิดในแนวลึกคล้ายแบบสอบถามชนิดปลายเปิด

แบบสังเกต
แบบสังเกต เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้การดู การฟัง หรือการใช้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ เช่นการสัมผัส การดมกลิ่น ซึ่งผู้รวบรวมข้อมูลต้องอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่ต้องการสังเกตมาก นิยมใช้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

1. แบบสังเกตชนิดมีโครงสร้าง เป็นเครื่องมือที่กำหนดขอบเขตของการสังเกตว่าจะต้องสังเกตอะไร และอย่างไรบ้าง มักอยู่ในรูปแบบตรวจสอบรายการ (checklist) โดยกำหนดหัวข้อของการสังเกตและตัวเลือกในแต่ละหัวข้อเพื่อให้ผู้สังเกตบันทึกเมื่อมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
2. แบบสังเกตชนิดไม่มีโครงสร้าง ไม่ได้กำหนดขอบเขตไว้ล่วงหน้า เมื่อสังเกตพบว่ามีพฤติกรรมใด ๆ เกิดขึ้น ผู้สังเกตจะจดบันทึกไว้ทั้งหมด

แบบทดสอบมาตรฐาน
แบบทดสอบมาตรฐาน เครื่องมือชนิดนี้มักใช้ในการวัดความถนัด ความสามารถในวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่ง เช่น
-แบบวัดความถนัดทางด้านคณิตศาสตร์
-แบบทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
-แบบทดสอบทางจิตวิทยาต่าง ๆ เช่น แบบทดสอบความสามารถทางสติปัญญา แบบวัดบุคลิกภาพ


คุณภาพและการพัฒนาเครื่องมือวิจัย

คุณภาพของเครื่องมือวิจัย เป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องประเมินก่อนการนำไปใช้
การประเมินคุณภาพของเครื่องมือวิจัยจะพิจารณาจาก
1.ความตรง หรือ ความสมเหตุสมผล (validity)
2.ความเที่ยงหรือความเชื่อมั่น (reliability)
3.ความยากง่าย (difficulties)
4.อำนาจจำแนก (discrimination power)
5.ความเป็นปรนัย (objectivity)
6.ความหมายในการใช้ (meaningfulness)
7.ความสามารถในการนำไปใช้ (usability)

ความตรง หรือ ความสมเหตุสมผล (validity)

เครื่องมือที่ดีจะต้องตรงในการวัด หมายถึง เครื่องมือนั้นจะต้องวัดในสิ่งที่ตรงกับที่ผู้วิจัยต้องการวัดได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ความตรงของเครื่องมือวัดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.ความตรงตามเนื้อหา (content validity) หมายถึงเครื่องมือนั้นสามารถวัดได้ตรงตามเนื้อหาที่ต้องการวัด เช่น เครื่องมือวัดความพึงพอใจของผู้ป่วยความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการบริการรักษาพยาบาลต้องสามารถวัดความพึงพอใจของผู้ป่วยจริง ๆ

2. ความตรงเชิงสัมพันธ์กับเกณฑ์ (criterion-related validity) เป็นการหาความตรงของเครื่องมือโดยการหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากการนำเครื่องมือกับเกณฑ์มาตรฐานไปทดลองใช้ แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1 ความตรงตามสภาพการณ์ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือกับเกณฑ์มาตรฐานโดยทดลองใช้ในเวลาเดียวกัน เช่นเครื่องมือวัดความวิตกกังวลสูง ในขณะเดียวกันเมื่อใช้เครื่องมือมาตรฐานอื่นวัดก็ให้ผลมีความวิตกกังวลสูงเช่นกัน แสดงว่าเครื่องมือมีความตรงตามสภาพการณ์
2.2 ความตรงเชิงพยากรณ์ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือกับเกณฑ์มาตรฐานภายหลังนำเครื่องมือไปทดลองใช้ เช่น เครื่องมือที่ทำนายอาการซึมเศร้าที่สร้างขึ้นกำหนดว่าถ้าได้คะแนนสูงกว่า 20 คะแนนถือว่า มีโอกาสเกิดอาการซึมเศร้า เมื่อนำเครื่องมือไปวัดสตรีหลังคลอด 1 วันคนหนึ่งได้ 22 คะแนน และปรากฏว่าสตรีดังกล่าวมีอาการซึมเศร้าจริงเมื่อหลังคลอด 6 สัปดาห์ แสดงว่าเครื่องมือนั้นมีความตรงเชิงพยากรณ์

3. ความตรงตามโครงสร้าง (construct validity) เป็นลักษณะของเครื่องมือที่มีรูปแบบหรือโครงสร้างตามทฤษฎีที่ควรจะเป็นในการวัด มักใช้กับเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นแบบวัดทางจิตวิทยา หรือแบบวัดที่มีหลายมิติ เช่น วัดคุณภาพชีวิต แบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ที่นิยมได้แก่
- การวิเคราะห์โดยยึดทฤษฎีเป็นเกณฑ์
- การหาความตรงตามโครงสร้างโดยใช้การวิเคราะห์ทางสถิติชั้นสูง
- การนำเครื่องมือไปหาความสัมพันธ์กับเครื่องมือมาตรฐานที่มีความตรงตามโครงสร้าง

ความเที่ยงหรือความเชื่อมั่น (reliability)

ความเที่ยงหรือความเชื่อมั่น (reliability) ในการวิจัยเชิงปริมาณ ความเที่ยงของเครื่องมือเป็นสิ่งที่สำคัญในการประเมินคุณภาพงานวิจัยความเที่ยงของเครื่องมือใดเป็นลักษณะที่แสดงว่าเครื่องมือนั้นมีความคงที่เพียงใด โดยไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ได้ค่าตรงกัน หรือใกล้เคียงกัน เช่น หากใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องหนึ่งไปชั่งน้ำหนักคน ๆ หนึ่ง โดยครั้งแรกได้น้ำหนัก 70 กิโลกรัม และเมื่อชั่งครั้งที่สองในอีก 1 นาทีต่อมาได้น้ำหนัก 80 กิโลกรัม แสดงว่าเครื่องชั่งนั้นไม่มีความเที่ยง ถ้าน้ำหนักที่แท้จริงของคนๆ นั้นเป็น 72 กิโลกรัม เมื่อพิจารณาด้วยสมการของความคลาดเคลื่อนที่กล่าวไว้
–>ค่าที่วัดได้ = ค่าจริง + – ความคลาดเคลื่อน
–>ในการชั่งครั้งแรก 70 = 72 – 2
–>ในการชั่งครั้งที่สอง 80 = 72 + 8
นั่นคือความคลาดเคลื่อนในการใช้เครื่องมือที่ไม่มีความเที่ยงชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ครั้ง คือ -2 และ + 8 กิโลกรัมตามลำดับ ซึ่งทำให้ผลการวัดไม่มีความคงที่และไม่ถูกต้อง เครื่องมือที่ดีต้องมีความเที่ยงสูง วัดกี่ครั้งก็ได้ผลใกล้เคียงกัน ผลที่ได้มีความคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถูกต้องและเชื่อถือได้

การหาความเที่ยง
1. การหาความเที่ยงจากความคงที่ (stability) เป็นความเที่ยงจากความคงที่ในการวัดในเวลาต่างกัน หากนำเครื่องมือไปวัดซ้ำในเวลาที่ต่างกัน ผลที่ได้จะใกล้เคียงกันหรือคงที่เพียงใด โดยการหาสัมประสิทธิ์ความเที่ยง (coefficient of correlation) หรือเรียกอีกชื่กหนึ่งว่าวิธีการทดสอบซ้ำ (test-retest method) วิธีโดยการนำเครื่องมือไปวัดในกลุ่มตัวอย่างเดียวกันสองครั้งในเวลาแตกต่างกัน แล้วหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียรสันมีค่าระหว่าง-1.00ถึง 1.00 ยิ่งค่าใกล้ 1 เท่าใดแสดงว่ายิ่งมีความสัมพันธ์กันสูง โดยทั่วไปเครื่องมือเครื่องมือมีความเที่ยงในระดับที่พอใจเมื่อค่าความเที่ยงสูงกว่า 0.70
2. การหาความเที่ยงจากความเสม่ำเสมอภายใน (internal consistency) เป็นความเที่ยงที่แสดงถึงความสม่ำเสมอของข้อคำถามทั้งหมดในแบบวัดว่าสามารถวัดในเรื่องเดียวกันได้มากน้อยเพียงใด วิธีการหาความเที่ยงชนิดนี้ทำได้โดยการนำเครื่องมือไปทดสอบวัดเพียงครั้งเดียว แล้วนำมาวิเคราะห์ค่าความเที่ยง

วิธีที่นิยมใช้ 3 วิธีคือ
- การคำนวณแบบแบ่งครึ่ง (spilt – half method)
- การคำนวณแบบสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient)
- การคำนวณโดยใช้สูตรของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน ( Kuder- Richardson)

3. การหาความเที่ยงของผู้สังเกตมากกว่า 1 คน (inter-rater reliability) วิธีนี้ใช้กับเครื่องมือที่เป็นแบบสังเกตและการนำไปใช้จะต้องมีผู้สังเกตหลายคน เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมการให้อาหารทางสายยางแก่ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกของญาติ 10 ราย โดยการใช้ผู้สังเกต 2 คนนำเครื่องมือไปทดลองใช้ แล้วนำผลที่ได้มาทดสอบว่าตรงกันมากน้อยเพียงใด ผลจากการสังเกตใกล้เคียงกันยิ่งมากก็ถือว่ามีความเที่ยงมาก โดยใช้สูตรคำนวณคือ

4. การหาความเที่ยงของความคล้ายคลึงกัน (equivalence) วิธีนี้ใช้กรณีที่มีการสร้างแบบวัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากกว่า 1 ชุด เช่น การวิจัยเชิงทดลองซึ่งมีการวัดก่อนและหลังการทดลองผู้วิจัยอาจไม่ต้องการใช้เครื่องมือวัดชุดเดียวเพราะผู้ตอบอาจตอบถูก เพราะจำคำถามได้ จึงสร้างเครื่องมือวัดที่มีเนื้อหาแบบเดียวกัน มีความคล้ายคลึงกันเรียกว่าแบบวัดคู่ขนาน (parallel form) ถ้าคะแนนที่ได้จากการใช้เครื่องมือทั้งสองชุดมีความสัมพันธ์กันสูงจะถือว่าเครื่องมือมีความเที่ยงของความคล้ายคลึงกันสูง

ความยากง่าย (difficulties)

เป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลโดยเฉพาะแบบทดสอบจะต้องมีความยากง่ายพอเหมาะกับผู้ตอบ เพราะถ้ามีความยากมากเกินไป ผู้ตอบตอบผิดหมด เครื่องมือนั้นจะไม่สามารถวัดสิ่งที่ต้องการได้เลย

วิธีคำนวณความยากง่ายมักใช้กับแบบทดสอบ โดยคำนวณจากสัดส่วนของผู้ตอบถูกกับจำนวนผู้ตอบทั้งหมดในข้อคำถามข้อนั้น เช่น มีคนตอบถูก 10 คน จากจำนวนผู้ตอบทั้งหมด 20 คน ข้อคำถามข้อนั้นจะมีค่าความยากง่ายเท่ากับ .50 ถ้ามีค่าเข้าใกล้ 1 แปลว่าง่าย ถ้าเข้าใกล้ 0 แปลว่ายาก

อำนาจจำแนก (discrimination power)

เครื่องมือที่ดีจะต้องมีอำนาจจำแนกสูงในการแบ่งแยกสิ่งที่ต้องการวัดออกมา เช่น แยกผู้มีความรู้เรื่องการออกกำลังกาย ออกจากผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการออกกำลังกาย คนตอบถูกจะต้องมีความรู้เรื่องนั้นจริงๆและคนที่ไม่มีความรู้ก็ควรจะตอบผิด

การหาอำนาจจำแนกทำได้โดยการแบ่งกลุ่มผู้ตอบออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้คะแนนสูง และกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำ ค่าอำนาจจำแนกจะแทนด้วยตัวอักษร r และมีค่าระหว่าง -1.0 จนถึง +1.0
-ถ้ามีค่าเข้าใกล้ 0 แปลว่ามีอำนาจจำแนกน้อย
-ถ้าเข้าใกล้ 1 แสดงว่ามีอำนาจจำแนกมาก
-ข้อคำถามที่ดีต้องมีอำนาจจำแนก 0.2 ขึ้นไป และยิ่งค่ามากยิ่งดี

ความเป็นปรนัย (objectivity)

เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ดีจะต้องมีความเป็นปรนัยสูง กล่าวคือทุกคนเมื่ออ่านหรือใช้เครื่องมือนั้นแล้วจะเข้าใจความหมายได้ตรงกันเสมอไม่ว่าจะอ่านเวลาใดก็ตาม รวมทั้งการแปลผลออกมาเป็นคะแนนจะต้องมีเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้แปลผลจะต้องได้ค่าคะแนนตรงกันเสมอ

ความหมายในการวัด (meaningfulness)

เครื่องมือที่ดีจะต้องถามหรือวัดในสิ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด
เช่น
ในการถามระดับการศึกษา แล้วให้ผู้ตอบเลือกว่า ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันในระดับเดียวกัน ถ้าต้องการวิเคราะห์ให้ละเอียด อาจมีการแยกชั้นปี ที่ศึกษาด้วย

ความสามารถในการนำไปใช้ (usability)

เครื่องมือที่ดีจะต้องสามารถนำไปใช้ได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลาเหมาะสมในการนำไปใช้ การแปลผลง่ายไม่ยุ่งยาก และยุติธรรม คุ้มค่ากับแรงงานและงบประมาณที่เสียไป

ธัชพนธ์ โชคสุชาติ


  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.
You must be logged in to post a comment.