Home > Distribution Channel > Logistics ตอนที่ 6 – การจัดซื้อ

Logistics ตอนที่ 6 – การจัดซื้อ

September 2nd, 2008 Leave a comment Go to comments

อ่านตอนที่ 1 – คำนิยาม ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 2 – องค์ประกอบของลอจิสติกส์ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 3 – การจัดการโซ่อุปทาน ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 4 – ลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 5 – การบริการ->เพิ่มคุณค่าองค์กรในสายตาลูกค้า ตอน 1 ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 5 – การบริการ->เพิ่มคุณค่าองค์กรในสายตาลูกค้า ตอนจบ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 6 – การจัดซื้อ ได้ที่นี่



สวัสดีครับ
มาถึงตอนที่ 6 ของซีรี่ส์นี้แล้วครับ เริ่มกันเลย!!

การจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Purchasing)
-การจัดซื้อเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างการทำงานของผู้จัดส่งวัตถุดิบและการทำงานของระบบการผลิตในองค์กร
-การจัดซื้อเป็นช่องทางที่องค์กรจะได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แหล่งวัตถุดิบ ผู้จัดส่งรายใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่ของอุตสาหกรรม แนวโน้มของตลาด
-ข้อมูลที่ได้รับจากการสั่งซื้อสำคัญต่อการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร
-การจัดซื้อเป็นส่วนที่สามารถสร้างผลกระทบต่อกำไร และ Return on Assets: ROA ชี้ให้เห็นถึง ประสิทธิภาพการสร้างผลกำไรขององค์กร

เป้าหมายของการจัดซื้อ
1. วัตถุดิบที่ต้องการ
การจัดหาวัตถุดิบ อย่างครบครัน เพื่อป้อนสู่กระบวนการที่องค์กรต้องการ ด้วยการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบ
2. ด้วยราคาที่เหมาะสม
รักษาระดับตามมาตรฐานในต้นทุนที่เหมาะสม
3. ปริมาณที่ถูกต้อง
รักษาระดับในสินค้าตงคลัง และจำกัดการสูญเสียจากการเก็บรักษาให้น้อยที่สุด
4. เวลาที่เหมาะสม
ทำการจัดซื้อให้สอดคล้องต่อส่วนงานโดยรวมขององค์กรเพื่อรักษาประสิทธิภาพโดยรวม
5. จากแหล่งที่ถูกต้อง
6. ไปยังสถานที่ที่ต้องการ
7. ด้วยบริการที่ถูกต้อง

ลักษณะการจัดซื้อแบบทันเวลาพอดี (Just-In-Time Purchasing)
1.คุณภาพ (Quality)
>ผู้จัดซื้อกำหนดคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ขั้นต่ำสุดให้แก่ผู้จัดส่ง
>ผู้จัดส่งวัตถุดิบทำ้ตามข้อกำหนดด้านคุณภาพที่ผู้จัดซื้อกำหนด
>ฝ่ายประกันคุณภาพของผู้จัดซื้อและผู้จัดส่งจำประสานงานกันใกล้ชิด
>ควบคุมคุณภาพของกระบวนการผลิต มากกว่าควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ดูจากการใช้ Process Control Chart มากกว่าจัดการด้วย Sampling Inspection

2.การขนส่ง (Transportation)
>ผู้จัดซื้อวาง”กำหนดการ”การขนส่ง และควบคุมการขนส่งอย่างใกล้ชิด

3.ผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier)
>มีการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาวต่อกัน
>มีจำนวนผู้จัดส่งวัตถุดิบน้อยราย แต่ทำงานประสานกันใกล้ชิด
>ประมูลหาผู้จัดส่งวัตถุดิบน้อยครั้ง เพราะอาศัยผู้จัดส่งวัตถุดิบที่มีอยู่้เป็นหลัก

4.ปริมาณการจัดซื้อ (Quantity)
>ผู้จัดส่งวัตถุดิบเหล่่านี้ขยายขอบข่ายการดำเนินงาน Just-In-Time Purchasing ไปที่ผู้จัดส่งวัตถุดิบของตนด้วย
>ส่งวัตถุดิบอย่างสมำ่เสมอครั้งละไม่มาำก
>ทำสัญญาจัดซื้อระยะยาว
>ป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ หรือวัตถุดิบเกินจำเป็น

ข้อแตกต่างของ Just-In-Time Purchasing กับการจัดซื้อแบบดั้งเดิม
>> การประเมินผู้จัดส่งวัตถุดิบ
แบบเดิม - ให้ความสำคัญผู้จัดส่งวัตถุดิบด้านคุณภาพและการจัดส่ง
ในด้านคุณภาพ ยอมรับปริมาณของเสียประมาณ 2-3 %
JIT Purchasing -เน้นเฉพาะเจาะจงลงไปในแต่ละด้านของแบบเดิม ดังนี้
ด้านคุณภาพ เน้นปริมาณของเสียเป็นศูนย์ (Zero Percent Defective) เป็นผลจากการกำหนดการจัดซื้อที่มีปริมาณการซื้อแต่ละครั้งเพียงพอกับการใช้งาน เพื่อให้ปริมาณสินค้าคงคลังต่ำ จัดส่งบ่อยครั้งและต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นการบังคับให้ผู้จัดส่งวัตถุดิบต้องหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการจัดส่งวัตถุดิบต่อผู้จัดซื้อและระบบผลิตโดยรวม

>> การกำหนดคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ (Product Specification)
แบบเดิม - ผู้จัดซื้อไว้ใจ และยึดถือข้อมูลคุณสมบัติวัตถุดิบจากฝ่ายของผู้จัดซื้อออกแบบมา
JIT Purchasing -ผู้จัดส่งมีโอกาสเสนอแนวทาง พัฒนาปรับปรุงชิ้นส่วนเพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง แต่คุณภาพต้องไม่ลดลง โดยทั้งสองฝ่ายต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด

>> การกำหนดปริมาณ
แบบเดิม-สั่งซื้อปริมาณมากเพื่อลดต้นทุน แต่ทำให้ปริมาณสินค้าคงคลังมีมากเกินความต้องการ
JIT Purchasing -ส่งครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง

>> การคัดเลือกผู้จัดส่งวัตถุดิบ
แบบเดิม-หาผู้จัดส่งหลายราย เพื่อให้แข่งขันด้านต้นทุนวัตถุดิบ เกิดผลดีในด้านการแข่งขันราคา แต่ทำให้เกิดข้อเสียด้านการดำเนินงาน เพราะผู้จัดส่งจะบริการลูกค้ารายที่สำคัญกว่าก่อน
JIT Purchasing -ผู้จัดส่งวัตถุดิบควรมีจำนวนน้อยรายที่สุดหรือมีเพียงหนึ่งรายต่อวัตถุดิบ 1 ชนิด มีสถานที่ใกล้ที่สุดหรือไม่ไกลกันมากนัก และมีสายสัมพันธ์ระยะยาวต่อกัน ส่งผลให้เกิดความคุ้มค่าด้านการทำงานในระยะยาว



จากลักษณะโดยรวมของ Just-In-Time Purchasing ต้องอาศัยความสามารถของผู้จัดส่งในการจัดการ เป็นการสนับสนุนการดำเนินงานของโซ่อุปทานโดยรวมได้

เห็นได้ว่าบทบาทที่สำคัญของหน้าที่การจัดซื้อ คือ การจัดการด้านการพัฒนาผู้จัดส่ง (Supplier Development) เป็นแนวทางสำคัญ ในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของเราในอนาคต

การประเมินผลการทำงานของผู้จัดซื้อและผู้จัดส่งวัตถุดิบ
-พิจารณาค่าใช้จ่าย จากการจัดซื้อเปรียบเทียบกับยอดขายโดยรวม
-คำนวณสัดส่วนต้นทุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานจัดซื้อต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ
-พิจารณาต้นทุนวัตถุดิบที่จัดซื้อต่อยอดขายรวมของบริษัท
-ปริมาณต้นทุนการจัดซื้อที่สามารถประหยัดได้ในแต่ละปี
-คำนวณสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการจัดซื้อที่ประหยัดได้เปรียบเทียบกับต้นทุนของวัตถุดิบที่จัดซื้อโดยรวม
-พิจารณาเปรียบเทียบ ต้นทุนวัตถุดิบที่จัดหาได้ ต่อ ต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมนั้น
-พิจารณาคุณภาพของวัตถุดิบต่างๆ การจัดส่งต่อเดือน
-พิจารณาราคาหรือแนวโน้มการลดต้นทุนวัตถุดิบ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการติดตามประเมมินผลการปฏิบัติงานของผู้จัดส่ง

นอกจากพิจารณาด้านต้นทุน แล้วพิจารณาศักยภาพด้านอื่นได้ดังนี้
-การลด Lead time
-ลดจำนวนผู้จัดส่ง
-พิจารณาการพัฒนาการผลิตของผู้จัดส่ง
-การเพิ่มขึ้นของอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover)
-มูลค่าสินค้าคงคลังลดลงในระบบการผลิตขององค์กร

สิ่งเหล่านี้ช่วยประเมินว่าผลการทำงานที่สอดคล้องกับการทำงานของโซ่อุปทานมากกว่าการทำงานลักษณะเดิม

ปิดท้ายด้วย Quote เหมือนเคยครับ

Pray that success will not come any faster than you are able to endure it.
โดย Elbert Hubbard

สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่ Logistics World และ Business Logistics ครับ


  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.
You must be logged in to post a comment.