ชนิดของว่านหางจระเข้

July 29th, 2009 No comments

ในปัจจุบันว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีต่างๆกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมัน แต่ชนิดที่รักษาโรคได้ผลชะงัดนั้นมีเพียงไม่กี่ชนิด ซึ่งได้แก่ ว่านหางจระเข้แหลมกู๊ดโฮป และว่านหางจระเข้ BEIRA เป็นต้น

ว่านหางจระเข้ยืนต้นที่มีชื่อทางวิชาการว่า ALOE ARBORESCENS เป็นว่านหางจระเข้ที่มีความสูงราว 2 เมตร ซึ่งต่างจากว่านหางจระเข้ทั่วไปที่ปลูกในกระถาง ลำต้นของว่านหางจระเข้ชนิดนี้มีใบขนาดใหญ่สีเขียวแก่ที่อิ่มอวบชุ่มชื่น มีปลูกมากทางตอนใต้ของไต้หวัน ชาวบ้านในแถบนั้นรู้จักใช้ว่านหางจระเข้นี้ทำเป็นยาพื้นบ้านมาช้านานแล้ว โดยใช้เป็นทั้งยาทาและยารับประทาน และปัจจุบันนี้ยังคงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
ว่านหางจระเข้ที่ปลูกอยู่ในสหรัฐอเมริกา และแถบทวีปอเมริกากลาง และอเมิริกาใต้นั้น เป็นว่านหางจระเข้BEIRA ว่านหางจระเข้ชนิดนี้โดยส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้มาแปรสภาพเป็นนำว่านหางจระเข้ ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นเครื่องสำอาง
ว่านหางจระเข้ที่มีในหมู่เกาะฮาวายกับหมู่เกาะซามัวร์ เป็นว่านหางจระเข้ที่มีผุ้คนนำมาใช้เป็นยาพื้นบ้านกันอย่างกว้างขวาง


ความเป็นมาของว่านหางจระเข้

July 28th, 2009 No comments


ลักษณะทั่วไป

ว่านหางจระเข้เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ในตระกูล LILIUM แหล่งกำเนิดดั้งดิมอยู่ในแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอนใต้ของทวีปอาฟริกา พันธ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีทั้งพันธ์ที่ขนาดใหญ่มากไปจนถึงพันธ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร


ลักษณะพิเศษ

มีใบแหลมคล้ายเข็ม เนื้อหนา และเนื้อใบมีน้ำเมือกเหนียว ผลิดอกช่วงฤดูหนาว ดอกมีสีต่างๆ กัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์

ที่มาของชื่อ

คำว่า ” อะโล” ( Aloe ) เป็นภาษากรีซโบราณ หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “Allal” มีความหมายว่า ฝาดหรือขม ในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้เดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย และทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันเป็นการใหญ่



การใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิว

มีประวัติความเป็นมานานนับพันปี ก่อนคริสต์ศักราช 333 ปี พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เคยกรีธาทัพไปถึงทวีปอาฟริกา ได้พบว่านหางจระเข้เป็นจำนวนมาก และทรงรับสั่งให้ทำการปลูกอย่างขนานใหญ่ เพื่อใช้เป็นยาสำหรับกองทัพของพระองค์อีกทั้งพระนางคลีโอพัตรา ก็เคยใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้เป็นยาบำรุงผิว ทำให้พระนางมีผิวพรรณผุดผ่องดังดรุณีแรกรุ่น ตั้งแต่นั้นมา สรรพคุณของว่านหางจระเข้จึงได้เลื่องลือไปทั่วโลก



ใน”ตำรายาสมุนไพรของกรีซ”ที่บันทึกเมื่อทศวรรษที่ 70 แห่งคริสต์ศักราชได้กล่าว “ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการบำรุงผิว ช่วยให้นอนหลับสบาย บำรุงกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร” และยังสามารถใช้รักษาโรคกระเพาะลำไส้ โรคตับ อาการหืดหอบ แผลที่อวัยวะเพศ ริดสีดวงทวาร เคล็ดขัดยอกช้ำบวม โรคผิวหนัง หิด โรคโพรงปากอักเสบ เป็นต้น ได้ผลชะงัดอีกด้วย

ส่วนตำรายาสมุนไพรของอียิปต์บันทึกไว้ว่า “ว่านหางจระเข้เป็นยาดีสำหรับบำบัดโรคของสุภาพสตรี”

หลังจากเส้นทางสายไหมที่ได้ถูกบุกเบิกขึ้น ชื่อเสียงของว่านหางจระเข้ได้เผยแพร่เข้าไปในประเทศจีน จากหลักฐานในตำรายาจีนมีการบันทึกไว้ว่า “หลู่ หมายถึงสีดำ ฮุ่ย หมายถึงการผลึกประสานเข้ากัน น้ำเมือกเหนียวของว่านหางจระเข้เมื่อทำให้ข้นตัวจะกลายเป็นสีดำ ด้วยเหตุนี้ จึงได้ชื่อว่าหลู่ฮุ่ย”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่ากันว่า บุตรชาย หลิวยี่ซี นักกวีสมัยราชวงศ์ถัง (คศ.772-842) เป็นกลากน้ำนมตามหัวและหู และรักษาหายได้ด้วยการใช้น้ำเมือกจากว่านหางจระเข้ และอีกรายหนึ่งเป็นพ่อค้ายาอยู่ในแคว้นฉู ได้เอาว่านหางจระเข้มาบดกับกำเช่า ทำเป็นยารักษาโรคก็เป็นเรื่องที่ได้รรับการกล่าวขานกันทั่วไปด้วยเช่นกัน