Archive

Posts Tagged ‘Exploratory research’

การเลือกการออกแบบการวิจัยที่เหมาะสม

September 17th, 2008 admin No comments

การเลือกการออกแบบการวิจัยที่เหมาะสม
(Selecting the appropriate research design)

ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจแสดงถึงเทคนิคการออกแบบพื้นฐาน 4 ประการ
สำหรับการวิจัยเชิงพรรณนาและการวิจัยเชิงเหตุผลประกอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
1.การสำรวจ (Survey)
2.การทดลอง (Experiments)
3.การศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data study) หรือข้อมูลประวัติศาสตร์ (Historical data)
4.การสังเกต (Observation techniques)

การสำรวจ (Survey)
เป็นเทคนิคการวิจัยซึ่งรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างของประชากรเป็นวิธีการที่ใช้มากที่สุดในการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ โดยใช้แบบสอบถาม การเขียนแบบสอบถาม การกำหนดรายการของคำถามการออกแบบคำถามที่มีการจัดพิมพ์หรือเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นลักษณะของการพัฒนาการออกแบบงานวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงสำรวจอาจใช้โทรศัพท์ จดหมาย หรือใช้บุคคลสัมภาษณ์ก็ได้

การทดลอง (Experiments)
การทดลองจะใช้มากในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล (Cause-and-effect relationships) การทดลองเป็นการสำรวจการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรหนึ่ง หรือหลายตัวแปรเพื่อวัดผลกระทบต่อตัวแปรตาม เช่น การวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการออกจากงาน การขาดงานหรือการมาสาย

การศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data study)
หรือข้อมูลประวัติศาสตร์ หมายถึงการศึกษาข้อมูลที่อยู่ในลักษณะของเอกสารต่าง ๆ ที่บุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่นเก็บรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถิติ รายงาน เอกสารที่ตีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์ที่คาดว่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัย

การสังเกต (Observation techniques)
โครงการวิจัยหลายโครงการใช้การบันทึกโดยการสังเกต ตัวอย่าง การสังเกตขั้นตอนการทำงานและวิธีการใช้เครื่องสำนักงานต่าง ๆ การทำงานเป็นทีมการบริหารเวลา

การประเมินการออกแบบการวิจัย (Evaluating research designs)
มีคำกล่าวว่า ไม่มีการออกแบบงานวิจัยวิธีใดที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีกฎเกณฑ์ที่ยากที่สุดหรือดีที่สุดในการวิจัยธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ไม่มีผู้วิจัยจะต้องเผชิญกับความสับสนและต้องเผชิญกับวิธีการที่เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาหลายประการ เพราะไม่มีวิธีการที่ถูกต้อง ที่เป็นมาตรฐานในการทำงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง งานวิจัยจะไม่เริ่มจนกว่าจะค้นหาการออกแบบ งานวิจัยที่ถูกต้อง เพราะมีหลายวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหา บางวิธีดี เหมาะสม แต่บางวิธีไม่ดี ไม่เหมาะสม บางครั้งอาจจะใช้หลายวิธีร่วมกัน เนื่องจากไม่มีการออกแบบงานวิจัยใดที่จะสมบูรณ์แบบ


การเลือกเทคนิค การวิจัยเชิงสำรวจ (Selection of exploratory research technique)
เพื่อค้นหาปัญหา (Problem discovery) การวิจัยเชิงสำรวจ (Exploratory research) เป็นกิจกรรมเบื้องต้นเกิดขึ้นหลังจากมีการกำหนดปัญหา คือ การทำให้ปัญหาอยู่ในรูปของแบบฟอร์มการวิจัยจุดมุ่งหมาย การวิจัยเชิงสำรวจก็คือ การทำให้ขอบเขตของการวิจัยแคบขึ้นและเปลี่ยนปัญหาที่คลุมเครือเป็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเฉพาะอย่าง การสำรวจการศึกษาในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การอธิบายเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะบุคคล และการสำรวจสถานการณ์ ซึ่งจะสามารถทำให้แนวความคิดชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากการสำรวจแล้วผู้วิจัยจะต้องทราบข้อมูลเพื่อรวบรวมลักษณะที่เป็นทางการของโครงการ และวิธีการปฏิบัติตามโครงการนั้น ดังนั้นการตัดสินใจจะต้องคำนึงถึงการเลือกเทคนิคการวิจัยเชิงสำรวจ


เทคนิคการวิจัยเชิงสำรวจ
1.การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data analysis)
2.การศึกษานำร่อง (Pilot study)
3.การศึกษากรณีศึกษา (Case study)
4.การสำรวจเชิงประสบการณ์ (Experience surveys)

การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data analysis)
ข้อมูลทุติยภูมิ Secondary data อาจจะเรียกว่าข้อมูลประวัติศาสตร์ (Historical data) เป็นข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมเอาไว้แล้วในโครงการวิจัยอื่นซึ่งตรงกันข้ามกับข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากโครงการวิจัยที่ทำอยู่ ข้อมูลทุติยภูมิสามารถหาได้ทั้งจากภายในหรือภายนอก เช่น ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ ห้องสมุดชุมชนต่าง ๆ ห้องสมุดมหาวิทยาลัย และหน่วยธุรกิจต่าง ๆ

การสำรวจเชิงวรรณกรรมจากบทความ หนังสือ หรือเอกสาร ที่มีการจัดพิมพ์ไว้แล้วเกี่ยวกับวิธีที่มีการอภิปรายและการศึกษาเชิงทดลองในอดีตเกี่ยวกับหัวข้อ ซึ่งเป็นขั้นแรกที่มีความเป็นสากลในโครงการการวิจัยวิชาการ การสำรวจเชิงวรรณคดีจะใช้แนวการวิจัยประยุกต์จำนวนมาก

การศึกษานำร่อง (Pilot study)
เป็นการสำรวจที่ทำก่อนการสำรวจจริงโดยใช้วิธีต่าง ๆ เหมือนการศึกษาจริง แต่ขอบเขตแคบกว่า เพื่อตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ มีปัญหาอุปสรรคที่ต้องแก้ไขก่อนหรือไม่ การศึกษานำร่องอาจจะใช้ในการวิจัยเชิงสำรวจ (Exploratory research) โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการและการค้นหาข้อสรุปบางประการ

การศึกษานำร่องซึ่งนิยมใช้ในปัจจุบัน คือการสัมภาษณ์กลุ่มเฉพาะ (Focus group interview) ประกอบด้วย 6-10 คน ซึ่งกำหนดโดยข้อสมมติที่ว่าบุคคลเต็มใจที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งและเต็มใจที่จะแสดงความคิดเห็นร่วมกับบุคคลอื่น ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative) เพื่อนำไปสู่การศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative ) ต่อไป

การศึกษากรณีศึกษา (Case study)
เป็นการค้นหาปัญหาการวิจัยโดยการวิเคราะห์จากกรณีศึกษาของงานวิจัยซึ่งมีผู้ทำไว้แล้ว

การสำรวจเชิงประสบการณ์ (Experience surveys)
เป็นการค้นหาปัญหาการวิจัยโดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยและผู้บริหาร

พบกันตอนต่อไปครับ
โดย ธัชพนธ์ โชคสุชาติ


การวางรูปแบบการวิจัย

September 17th, 2008 admin No comments


การวางแผนการออกแบบการวิจัย (Planning research design)

1.การออกแบบการวิจัย (Research design)
2.การเลือกการออกแบบการวิจัยที่เหมาะสม (Selecting the appropriate research design)
2.1การสำรวจ (Survey)
2.2การทดลอง (Experiments)
2.3การศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data study) หรือข้อมูลประวัติศาสตร์ (Historical data)
2.4การสังเกต (Observation techniques)
3.การประเมินการออกแบบการวิจัย (Evaluating research designs)

การวางแผนการออกแบบการวิจัย (Planning research design)เป็นขั้นตอนซึ่งผู้วิจัยจะต้องกำหนดโครงร่างงานสำหรับแผนการปฏิบัติในการวิจัย โดยการเลือกวิธีการวิจัยขั้นพื้นฐาน หลังจากที่ผู้วิจัยได้กำหนดปัญหาการวิจัยแล้วจะต้องพัฒนาการออกแบบการวิจัย ทางเลือกของการออกแบบการวิจัยขึ้นกับวิธีการในการแก้ปัญหา เป็นแผนพื้นฐานซึ่งแนะนำการเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงการวิจัย งานในขั้นนี้จะเกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงสำรวจ (Exploratory research ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสำรวจข้อมูลที่จัดพิมพ์ขึ้น โดยการสัมภาษณ์บุคคลที่มีความรู้ การใช้กลุ่มเฉพาะ (Focus groups) การสำรวจวรรณกรรม(Literature) การอภิปรายร่วมกับผู้บริหารลักษณะสำคัญที่สุดของการวิจัยเชิงสำรวจสามารถยืดหยุ่นได้ ซึ่งผู้วิจัยที่มีความรู้เกี่ยวกับปัญหาการวิจัยไม่มากนักจะต้องติดตามขอบเขตและใช้ทักษะในการสำรวจ


การออกแบบการวิจัย (Research design)
เป็นแผนหลักซึ่งกำหนดวิธีการและกระบวนการในการเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องพิจารณาแหล่งข้อมูล เทคนิคการออกแบบ (การสำรวจหรือการทดลอง) วิธีการสุ่มตัวอย่าง ตารางและต้นทุนของการวิจัย

รูปแบบของการวิจัยธุรกิจ (Types of business research)
เป็นการจัดประเภทการวิจัยธุรกิจตามจุดมุ่งหมายหรือตามหน้าที่ของการวิจัยธุรกิจ ลักษณะของปัญหาที่จะต้องพิจารณาคือ พิจารณาว่าจะวิจัยอะไร และจะต้องเลือกว่าจะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีในการวิจัย
1)การวิจัยเชิงสำรวจ(Exploratory research)
2)การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research)
3)การวิจัยเชิงเหตุผล (Causal research) หรือ การวิจัยเชิงทดลอง(Experiment research)

การวิจัยเชิงสำรวจ (Exploratory research)
เป็นการวิจัยเบื้องต้น เพื่อกำหนดลักษณะของปัญหาให้ชัดเจน กล่าวคือ ทำให้ลักษณะของปัญหาที่คลุมเครือชัดเจนขึ้น ผู้บริหารจะต้องค้นหาปัญหาจากข้อมูลหรือรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยเพื่อให้เกิดความเข้าใจในทัศนะของปัญหาและช่วยในการวิเคราะห์ปัญหา โดยทั่วไปการวิจัยเชิงสำรวจจะสนับสนุนการวิจัยที่ต้องการเพื่อจัดหาเหตุการณ์ที่เป็นข้อสรุปโดยการสำรวจรายละเอียดก่อน

การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research)
เป็นการวิจัยที่ออกแบบเพื่ออธิบายถึงลักษณะของประชากรหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง จุดมุ่งหมายของการวิจัยเชิงพรรณนาก็คือ เพื่ออธิบายลักษณะของประชากรหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

ความแตกต่างของการวิจัยเชิงพรรณนาและการวิจัยเชิงสำรวจ

การวิจัยเชิงพรรณนาจะถือเกณฑ์ความเข้าใจ ลักษณะปัญหาการวิจัยทีผ่านมา แม้ว่าผู้วิจัยจะมีความเข้าใจในสถานการณ์ เหตุการณ์ข้อสรุปที่ตอบคำถามของข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณาทางเลือกการปฏิบัติที่ยังไม่มีการรวบรวม สถานการณ์หลายประการต้องการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อกำหนดเหตุผลที่ผู้บริโภคอธิบายถึงลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจจะเรียกว่าการวิเคราะห์เพื่อแยกแยะ (Diagnostic analysis)
การวิเคราะห์เพื่อแยกแยะ (Diagnostic analysis ) เป็นการวิเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจผลลัพธ์ โดยการอธิบายพฤติกรรมหรือทัศนคติของผู้ตอบ คำตอบของการวิจัยเชิงพรรณนา บางครั้งเรียกว่า การแยกแยะ ไม่ได้เป็นการวิจัยเชิงเหตุผล สวนใหญ่การวิจัยเชิงพรรณนาทางด้านธุรกิจจะเป็นการอธิบายถึงขอบเขตความแตกต่างทางด้านความต้องการ (Needs) ทัศนคติ (Attitudes) หรือความคิดเห็น (Opinions) ของกลุ่มต่าง ๆ

การวิจัยเชิงเหตุผล (Causal research)
เป็นการวิจัยเพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเหตุและตัวแปรผล ( Cause-and-effect relationships) ซึ่งปัญหาการวิจัยได้กำหนดไว้อย่างเจาะจง การวิจัยเชิงสำรวจและการวิจัยเชิงพรรณนาโดยทั่วไปจะต้องนำไปสู่การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุ (Cause) และผล (Effect) วิจัยเชิงเหตุผลต้องสามารถอธิบายความคาดหวังเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันได้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างการจูงใจและผลผลิตในการทำงาน ผู้วิจัยจะต้องค้นหารูปแบบของเหตุการณ์เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจ และพยากรณ์ความสัมพันธ์กัน ความเป็นเหตุเป็นผลเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า เหตุ (Cause) ทำให้เกิดผล (Effect)

การวิจัยเชิงเหตุผล (Causal research) เกี่ยวข้องกับตัวแปรตามและตัวแปรอิสระ ดังนี้
ตัวแปรตาม (Dependent variable) หรือตัวแปรผล (Effects) เป็นตัวแปรที่เป็นผลจากการกระทำของตัวแปรอิสระ ตัวอย่างของตัวแปรตาม ได้แก่ การทำงาน การขาดงาน การออกจากงาน ความพึงพอใจในการทำงาน ความภักดี และการยอมรับเงื่อนไขขององค์การ ปัจจัยเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเหตุ (Cause) คือวิธีการบริหาร การกำหนดค่าตอบแทน สวัสดิการ และการจูงใจ
ตัวแปรอิสระ (Independent variable) หรือตัวแปรเหตุ (Causes) เป็นตัวแปรซึ่งคาดหวังว่าจะมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ตัวอย่าง วิธีการบริหาร การกำหนดค่าตอบแทน สวัสดิการ และการจูงใจ เป็นตัวแปรเหตุ ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางด้านต่าง ๆ ได้แก่ การทำงาน การขาดงาน กาออกจากงาน ความพึงพอใจในการทำงาน ความภักดี และการยอมรับเงื่อนไขขององค์การ ผู้บริหารและผู้วิจัยจะต้องระมัดระวังในการระบุตัวแปรสำคัญทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อกำหนดปัญหาในการบริหาร

รูปแบบการวิจัยธุรกิจกับสถานการณ์ของปัญหา

(1) การวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาที่คลุมเครือ (Ambiguous problem)
(2) การวิจัยเชิงพรรณนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะของปัญหา (Aware of problem)
(3) การวิจัยเชิงเหตุผล ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาที่กำหนดไว้ชัดเจน (Problem clearly defined)

พบกันตอนต่อไปครับ
ธัชพนธ์ โชคสุชาติ