Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ ได้ที่นี่
วัตถุประสงค์ของการจัดการสินค้าคงคลัง
-การกำหนดระดับการจัดหาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่เกิดขึ้น โดยใช้ต้นทุนที่เหมาะสม
ปัจจัยที่ต้องนำเข้าไปจัดการคือ
-ความมีพร้อมของสินค้า (Product Availability) คือสามารถจัดหาสินค้าตอบสนองได้ตามต้องการ โดยทำการวัดผลระดับการจัดหาได้ของสินค้าในรูประดับการบริการ (Service Level) โดยทำการวัดผลได้จากสัดส่วนเป้าหมายของจำนวนคำสั่งซื้อของลูกค้าภายในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น กำหนดระดับการบริการ 85% หมายความว่าจาก 100 คำสั่งซื้อของลูกค้า จะมีสินค้าพร้อมให้บริการ 85 คำสั่งตามเวลาที่กำหนด โดยมีหลักการพิจารณาจากข้อมูลที่ผ่านมาและแนวโน้มความต้องการสินค้าของลูกค้า
-ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง (Relevant Costs) ประกอบด้วย
–ต้นทุนวัตถุดิบ (Acquisition Cost) ที่คิดจากราคาวัตถุดิบที่สั่งซื้อ+ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากแหล่งผลิตมาสู่โรงงานผลิต+ค่าประกันระหว่างขนส่ง+ค่าใช้จ่ายภาษีศุลกากร (กรณีนำเข้าจากต่างประเทศ) + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อยู่ในกระบวนการเหล่านี้
–ต้นทุนค่าใช้จ่ายจากกรณีที่สินค้าคงคลังไม่พอ ทำให้ต้องเร่้งรัดในการสั่งซื้อแบบพิเศษ อาจเป็นค่าผลิตเพิ่มเติม ค่าจัดส่งพิเศษ ซึ่งอาจเป็นทางอากาศ (Air Freight) ซึ่งกรณีเหล่านี้ก่อให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น
หลัก ABC Classification
หลัก ABC Classification เป็นแนวทางในการควบคุมสินค้าคงคลัง โดยแบ่งลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลัง เพื่อให้สามารถควบคุมและจัดการสินค้าคงคลังที่้มีอยู่ได้อย่างถูกต้องตามระดับความสำคัญ
หลัการของ ABC Classification คือ เมื่อพิจารณามูลค่าโดยรวมของยอดขายขององค์กรแล้ว อาจพบว่าส่วนใหญ่เป็นมูลค่าที่มาจากสินค้าคงคลังเพียงไม่กี่รายการ เมื่อเทียบกับรายการสินค้าคงคลังทั้งหมดที่มีอยู่ ทำให้จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลัง เช่นสินค้า ก มีสัดส่วนสินค้าคงคลังรวม 20% แต่มียอดขาย 80% แต่สินค้า ข มีสัดส่วนสินค้าคงคลังอยู่ 70% แต่สร้างรายรับเป็น 5% เท่านั้น จะเห็นได้ว่าควรสนใจควบคุมดูแลสินค้า ก ให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากกว่าสินค้า ข
การประเมินผลการจัดการสินค้าคงคลังในอัตราส่วนด้านการเงิน ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการปฏิบัติงานในองค์กร ตัวอย่างสูตรที่ใช้
1.จำนวนวันในการขายของสินค้าคงคลัง (Days Sales in Inventory) = (365/อัตราส่วนการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง)
หน่วย – วัน
วิเคราะห์ผลลัพธ์ – ถ้าจำนวนวันในการขายมีค่าน้อย แสดงว่ามีการหมุนเวียนสินค้าดี
2. อัตราส่วนการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง = รายได้จากการขายโดยรวม/มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย
หน่วย – รอบ
วิเคราะห์ผลลัพธ์ – สูตรนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการจัดการสินค้าคงคลัง ถ้าอัตราส่วนมีค่ามากแปลว่าสินค้ามีการหมุนเวียนดี คือ มีสินค้าในมือปริมาณต่ำแต่หมุนเวียนสร้างมูลค่าให้ได้มาก
นักศึกษาอ่านเพิ่มเติมได้จาก
-Council of SCM Professionals
เกี่ยวกับสูตรของ Alford-Bangs สำหรับการวัดผล inventory ทั้งกระบวนการครับ
-5 Tips for Turning Warehouse Inventory Faster
บทความนี้ตามชื่อเรื่องเลยครับ
-สูตร Inventory Turnover ครับ
ปิดท้ายด้วย Quote เหมือนเคยครับ
Do we need to have 280 brands of breakfast cereal? No, probably not. But we have them for a reason – because some people like them. It’s the same with baseball statistics.
โดย Bill James