Archive

Posts Tagged ‘Logistics Pipeline Size’

Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ

September 10th, 2008 admin No comments

อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ ได้ที่นี่


วัตถุประสงค์ของการจัดการสินค้าคงคลัง
-การกำหนดระดับการจัดหาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่เกิดขึ้น โดยใช้ต้นทุนที่เหมาะสม

ปัจจัยที่ต้องนำเข้าไปจัดการคือ
-ความมีพร้อมของสินค้า (Product Availability) คือสามารถจัดหาสินค้าตอบสนองได้ตามต้องการ โดยทำการวัดผลระดับการจัดหาได้ของสินค้าในรูประดับการบริการ (Service Level) โดยทำการวัดผลได้จากสัดส่วนเป้าหมายของจำนวนคำสั่งซื้อของลูกค้าภายในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น กำหนดระดับการบริการ 85% หมายความว่าจาก 100 คำสั่งซื้อของลูกค้า จะมีสินค้าพร้อมให้บริการ 85 คำสั่งตามเวลาที่กำหนด โดยมีหลักการพิจารณาจากข้อมูลที่ผ่านมาและแนวโน้มความต้องการสินค้าของลูกค้า
-ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง (Relevant Costs) ประกอบด้วย
–ต้นทุนวัตถุดิบ (Acquisition Cost) ที่คิดจากราคาวัตถุดิบที่สั่งซื้อ+ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากแหล่งผลิตมาสู่โรงงานผลิต+ค่าประกันระหว่างขนส่ง+ค่าใช้จ่ายภาษีศุลกากร (กรณีนำเข้าจากต่างประเทศ) + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อยู่ในกระบวนการเหล่านี้
–ต้นทุนค่าใช้จ่ายจากกรณีที่สินค้าคงคลังไม่พอ ทำให้ต้องเร่้งรัดในการสั่งซื้อแบบพิเศษ อาจเป็นค่าผลิตเพิ่มเติม ค่าจัดส่งพิเศษ ซึ่งอาจเป็นทางอากาศ (Air Freight) ซึ่งกรณีเหล่านี้ก่อให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น

หลัก ABC Classification
หลัก ABC Classification เป็นแนวทางในการควบคุมสินค้าคงคลัง โดยแบ่งลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลัง เพื่อให้สามารถควบคุมและจัดการสินค้าคงคลังที่้มีอยู่ได้อย่างถูกต้องตามระดับความสำคัญ
หลัการของ ABC Classification คือ เมื่อพิจารณามูลค่าโดยรวมของยอดขายขององค์กรแล้ว อาจพบว่าส่วนใหญ่เป็นมูลค่าที่มาจากสินค้าคงคลังเพียงไม่กี่รายการ เมื่อเทียบกับรายการสินค้าคงคลังทั้งหมดที่มีอยู่ ทำให้จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของสินค้าคงคลัง เช่นสินค้า ก มีสัดส่วนสินค้าคงคลังรวม 20% แต่มียอดขาย 80% แต่สินค้า ข มีสัดส่วนสินค้าคงคลังอยู่ 70% แต่สร้างรายรับเป็น 5% เท่านั้น จะเห็นได้ว่าควรสนใจควบคุมดูแลสินค้า ก ให้มีประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากกว่าสินค้า ข

การประเมินผลการจัดการสินค้าคงคลังในอัตราส่วนด้านการเงิน ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการปฏิบัติงานในองค์กร ตัวอย่างสูตรที่ใช้
1.จำนวนวันในการขายของสินค้าคงคลัง (Days Sales in Inventory) = (365/อัตราส่วนการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง)
หน่วย – วัน
วิเคราะห์ผลลัพธ์ – ถ้าจำนวนวันในการขายมีค่าน้อย แสดงว่ามีการหมุนเวียนสินค้าดี
2. อัตราส่วนการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง = รายได้จากการขายโดยรวม/มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย
หน่วย – รอบ
วิเคราะห์ผลลัพธ์ – สูตรนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการจัดการสินค้าคงคลัง ถ้าอัตราส่วนมีค่ามากแปลว่าสินค้ามีการหมุนเวียนดี คือ มีสินค้าในมือปริมาณต่ำแต่หมุนเวียนสร้างมูลค่าให้ได้มาก

นักศึกษาอ่านเพิ่มเติมได้จาก
-Council of SCM Professionals
เกี่ยวกับสูตรของ Alford-Bangs สำหรับการวัดผล inventory ทั้งกระบวนการครับ
-5 Tips for Turning Warehouse Inventory Faster
บทความนี้ตามชื่อเรื่องเลยครับ
-สูตร Inventory Turnover ครับ


ปิดท้ายด้วย Quote เหมือนเคยครับ

Do we need to have 280 brands of breakfast cereal? No, probably not. But we have them for a reason – because some people like them. It’s the same with baseball statistics.
โดย Bill James


Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

September 6th, 2008 admin No comments

อ่านตอนที่ 1 – คำนิยาม ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 2 – องค์ประกอบของลอจิสติกส์ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 3 – การจัดการโซ่อุปทาน ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 4 – ลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 5 – การบริการ->เพิ่มคุณค่าองค์กรในสายตาลูกค้า ตอน 1 ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 5 – การบริการ->เพิ่มคุณค่าองค์กรในสายตาลูกค้า ตอนจบ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 6 – การจัดซื้อ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ได้ที่นี่



สวัสดีครับ
มาถึงตอนที่ 7 แล้วครับ
การจัดการสินค้าคงคลัง =>Inventory Management

ทำไมต้องมีสินค้าคงคลัง?
การมีสินค้าคงคลังช่วยให้เราผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่องและเกิดความคุ้มค่าเชิงต้นทุนการผลิต
เนื่องจากการผลิตอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดต้นทุนในด้านการติดตั้งเครื่องจักร ค่าใช้จ่ายจากเวลารอคอยในการผลิต
การประหยัดค่าขนส่งวัตถุดิบที่บางครั้งมีค่าสูงทำให้การจัดซื้อในปริมาณมากจะส่งผลต่อต้นทุนที่ต่ำกว่า และทำให้การผลิตทำได้อย่างต่อเนื่อง
แต่การกำหนดระดับสินค้าคงคลังในระดับที่สูง ก็ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงเช่นกัน ส่วนการกำหนดระดับสินค้าคงคลังต่ำก็เกิดปัญหาได้อีก ดังนั้นจึงควรกำหนดสินค้าคงคลังให้เหมาะสมกับภาวะของปัจจัยต่างๆ ในระบบลอจิสติกส์

ประเภทสินค้าคงคลังในระบบลอจิสติกส์ (Logistics Pipeline)
มี 5 ประเภทดังต่อไปนี้
1. สินค้าคงคลังที่รองรับความต้องการตามวัฏจักร และควาวมต้องการในช่วงเวลาปกติ (Cycle/Regular Stock) เป็นการสำรองสินค้า เพื่อรองรับความต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง ให้พอเพียงกับความต้องการของลูกค้าจนถึงเวลาที่จะได้รับสินค้าอีกครั้ง
2. สินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่ง (In-Transit) ซึ่งอยู่ในระยะต่างๆ ของเส้นทางการขนส่ง จากผู้จัดส่งวัตถุดิบมายังโรงงงานผลิตและในอีกมุมหนึ่งจากการขนส่งจากโรงงานเราไปยังลูกค้า (เรียกสถานะตลอดทางนี้ว่า Logistics Pipeline)
3. สินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิตภายในกระบวนการผลิตโรงงาน (Work-in-process Inventory)
4. สินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) เป็นสินค้าคงคลังสำรองที่มีไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความแปรเปลี่ยนไปในการจัดส่งจากผู้จัดส่งวัตถุดิบหรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้า
5. สินค้าคงคลังสำรองเพิ่มเติม สำหรับกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน (Buffer Stock) เป็นสินค้าคงคลังสำรอง ที่มีไว้เพื่อแก้ปัญหาความแตกต่างหรือควาวมแปรผันของกำลังการผลิตกระบวนการ ที่ต่อเนื่องกันอันเป็นจุดที่เป็นคอขวดของกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการที่เป็นคอขวดนี้ทำการผลิตเต็มกำลัง เพื่อสำรองผลผลิตสำหรับป้อนให้กระบวนการถัดไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการสำรองในรูป Buffer Stock

ควรศึกษาประเภทสินค้าคงคลังทั้ง 5 ประเภทนี้ เนื่องจากเมื่อรวมปริมาณมูลค่าของสินค้าคงคลังโดยรวมในทุกประเภทนี้เข้าด้วยกัน จึงสามารถประเมินถึงมูลค่าเงินลงทุนหมุนเวียนที่ต้องลงทุนไปในสินค้าคงคลังโดยรวม เป็นสิ่งที่เรียกว่า Logistics Pipeline Size หรือ ขนาดของเส้นทางลอจิสติกส์

ในแต่ละส่วนของ Logistics Pipeline นี้เป็นสิ่งที่ควรเข้าไปวิเคราะกระบวนการเพื่อกำหนดแผนการจัดการ เพื่อพยายามลดปริมาณสินค้าคงคลังให้มีมูลค่าน้อยเท่าที่เป็นไปได้ ทำให้สามารถลดปริมาณเงินลงทุนได้

สาเหตุที่ก่อให้เกิดสินค้าคงคลังประเภทต่างๆ
1. ประเภท-สินค้าคงคลังตามวัฏจักร สาเหตุที่เป็นปัจจัยสร้างสินค้าคงคลังคือ->ความคุ้มค่าจาก Lot/Batch size และวัฏจักรของสินค้า
2. ประเภท-สินค้าคงคลังสำรอง สาเหตุที่เป็นปัจจัยสร้างสินค้าคงคลังคือ->ความไม่แน่นอนในปัจจัยภายนอกการควบคุม
3. ประเภท-สินค้าระหว่างการขนส่้ง สาเหตุที่เป็นปัจจัยสร้างสินค้าคงคลังคือ->ระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่ง
4. ประเภท-สินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต สาเหตุที่เป็นปัจจัยสร้างสินค้าคงคลังคือ->ขั้นตอนการผลิตในกระบวนการผลิต
5. ประเภท-สินค้าคงคลังสำรองระหว่างกระบวนการ สาเหตุที่เป็นปัจจัยสร้างสินค้าคงคลังคือ->กำลังการผลิตที่แตกต่างกัน


ต้นทุนที่เกิดจากการมีสินค้าคงคลัง
1. ต้นทุนการจัดหาเงินทุนหมุนเวียน (Capital Costs) เป็นต้นทุนของเงินทุนหมุนเวียน ที่ต้องจดหามาลงทุนในส่วนของสินค้าสำรองนั้น อาจเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น คือดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เกิดขึ้น
2. ต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อสินค้าคงคลัง (Inventory Service Costs) หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการต้องทำประกันภัยในสินค้าคงคลังที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอุบัติภัยต่างๆ ต้องป้องกันในส่วนนี้ในกรณีที่สินค้าคงคลังมีมูลค่าสูง
3. ต้นทุนในการจัดหาพื้นที่จัดเก็ยสินค้าคงคลัง (Storage Space Costs) เมื่อมีการจัดเก็บสินค้าคงคลังในปริมาณมาก
4. ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความเสี่ยงในตัวสินค้าที่จัดเก็บ (Inventory Risk Costs) การจัดเก็บสินค้าในสต็อกยาวนานอาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากความล้าสมัยของสินค้า (Obsoloescence), การขนย้ายไม่ดี หรือถูกยักยอก เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ต้องพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายการจัดการสินค้าคงคลังให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวม

ปิดท้ายด้วย Quote เหมือนเคยครับ

Those who have succeeded at anything and don’t mention luck are kidding themselves.
โดย Larry King