Logistics ตอนที่ 4 – ลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน
อ่านตอนที่ 1 – คำนิยาม ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 2 – องค์ประกอบของลอจิสติกส์ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 3 – การจัดการโซ่อุปทาน ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 4 – ลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 5 – การบริการ->เพิ่มคุณค่าองค์กรในสายตาลูกค้า ตอน 1 ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 5 – การบริการ->เพิ่มคุณค่าองค์กรในสายตาลูกค้า ตอนจบ ได้ที่นี่
สวัสดีครับ
ทั้งลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทานต้องทำงานอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การดำเนินงานทั้งในองค์กรและระหว่างองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาพการเชื่อมโยงระหว่างลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน
การจัดการโซ่อุปทาน เป็นการจัดการระดับกลยุทธ์ (Strategic Level)
ลอจิสติกส์ เป็นการจัดการระดับยุทธวิธี (Tactical and Operational Level) ที่กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานให้สอดคล้อง และบรรลุต่อทิศทางและเป้าหมายในระดับการจัดการโซ่อุปทาน
สิ่งสำคัญข้อหนึ่งคือสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ (Business Relationship) ที่พัฒนาไปเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Alliance) ซึ่งเป็นผลจากองค์กรธุรกิจได้หันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันดำเนินงานในโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต ซึ่งจะเกิดได้จากการเกิดโครงสร้างที่ดีของโซ่อุปทาน
หากต้องการให้เกิดผลสำเร็จเช่นนี้ในอนาคต จำเป็นต้องอาศัยการกำหนดแผนกลยุทธ์ในระดับองค์กรที่ดี และสอดคล้องกับลักษณะองค์กร และสภาพแวดล้อมการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้น รวมถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจขององค์กร ซึ่งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารนั้นสำคัญ และรวมถึงการมุ่งสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่จะประกอบเป็นโซ่อุปทาน แต่เราอาจต้องใช้เวลาในระยะหนึ่งในการมุ่งสร้างโซ่อุปทาน เนื่องจากต้องมีการดำเนินงาน การจัดเตรียม หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการในแต่ละหน่วยในโซ่อุปทานที่มีความต้องการต่างกัน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ
ความแตกต่างของโซ่อุปทานและลอจิสติกส์ (Difference of Supply Chain and Logistics)
ลอจิสติกส์ การเคลื่อนย้่ายสินค้าหรือวัตถุดิบในองค์กร จะไม่มีกฏเกณฑ์หรือเอกสารที่ยุ่งยากมากนัก
ส่วนโซ่อุปทาน เป็นการทำงานระหว่างองค์กร ที่มีกฏเกณฑ์แตกต่างกัน จึงต้องมีข้อตกลงที่ซับซ้อนระหว่างองค์กรเกิดขึ้น เช่น รายการสินค้า ราคา คุณภาพ การเก็บเงิน การตรวจสอบข้อกำหนดของบริษัท
ทำไมลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทานจึงเป็นที่สนใจของธุรกิจในปัจจุบัน
เพราะโลกและสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนมาก ด้วยจำนวนประชากรที่มากขึ้นแต่ละองค์กรย่อมต้องปรับปรุงสินค้าและบริการต่างๆ ใหตอบสนองลูกค้าให้มากขึ้น
ปัญหาของโซ่อุปทาน (Problems of Supply Chain)
เกิดที่รอยต่อระหว่างองค์กรที่เป็นช่วงที่มีการส่งต่อสินค้า ที่จุดนี้ต้องมีการตกลงทางธุรกิจ (Business Agreement) และเกิดเป็นรายการทางธุรกิจ (Business Transaction) เพื่อให้การถ่ายโอนความเป็นเจ้าของสินค้าระหว่างกัน จนเกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ที่จุดนี้จึงอาจเกิดปัญหาของโซ่อุปทานขึ้นมาได้ เพราะความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ที่มีเป็นจำนวนมาก การบริหารงานในบริษัทที่เป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier) คือการจัดการลอจิสติกส์ที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นทั้งลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทานจึงมีความสัมพันธ์กันที่ลึกซึ้งมากทีเดียว
ปัญหาส่วนมากที่เกิดขึ้นทางธุรกิจ คือ ไม่สามารถสร้างข้อตกลงที่ให้ผลประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายได้ ทำให้เกิดผลเสียด้านธุรกิจและการบริหาร ทำให้ไม่สามารถการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในที่สุด
ประสิทธิภาพของโซ่อุปทานกับความสามารถในการแข่งขัน
ปัจจัยที่ทำให้องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม สามารถบรรลุชัยชนะในการแข่งขันนั้น
ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า และต้องมีความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาด (Time to Market)
ทำให้องค์กรสามารถสร้างโอกาสในการขายได้ก่อนคู่แข่งขัน และสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันต่อองค์กรได้
การที่องค์กรจะเกิดความสามารถในการแข่งขันได้ต้องมีความสามารถในการจัดการกระบวนการแกนหลัก (Core Process)
ของการดำเนินงานในระบบอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพเชิงต้นทุนเหนือคู่แข่งขัน
กระบวนการแกนหลัก (Core Process) ประกอบด้วยกระบวนสำคัญ คือ
-การพัฒนาผลิตภัณฑ์
-การพัฒนาผู้จัดส่งวัตถุดิบ
-การจัดการด้านคำสั่งซื้อ
-การบริหารลูกค้า
ในการจัดการโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ จะต้องพยายามเชื่อมโยงองค์ประกอบของแต่ละกระบวนการ ให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน ซึ่งระบบการบริหารข้อมู,สารสนเทศ เข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ทำให้เกิดความสามารถในการดูแลการดำเนินงานของโซ่อุปทานอย่างทั่วถึง (Visibility Throughout the Pipeline) โดยเฉพาะในกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อ จะเป็นกระบวนการที่สำคัญและจะขับดันการดำเนินงานของโซ่อุปทาน ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ในกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อจะประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญคือ
๐ การรับคำสั่งซื้อ (Order Entry)
๐ การจัดการคำสั่งซื้อ (Order Management)
๐ การสั่งผลิตและการจัดส่ง (Factory Order/ Shipment Processing)
เราสามารถเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เราอาจต้องมีระบบจัดการข้อมูลสารสนเทศ ที่มีคุณสมบัติในระดับ ERP หรือ Enterprise Resource Planning ช่วยเราค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่จะสนับสนุนการตัดสินใจ เป็นปัจจัยที่สร้างความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ได้อย่างเหนือกว่าคู่แข่งขันรายอื่นในธุรกิจนั้น
พัฒนาการของการดำเนินงานลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน
ขอบข่ายของการจัดการลอจิสติกส์ จะเริ่มต้นจากส่วนของการกระจายสินค้า -> การผลิต -> การจัดซื้อ -> การบริการหลังการขาย -> การดำเนินงาน -> จนถึงการจัดการสิ่งเหลือใช้จากผู้บริโภค (Salvage)
ปิดท้ายด้วย Quote เหมือนเคยครับ
We’re obviously going to spend a lot in marketing because we think the product sells itself.
โดย Jim Allchin