Logistics ตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 1 สาเหตุที่ต้องจัดการสินค้าคงคลังและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 2 วัตถุประสงค์และการวัดประสิทธิภาพ ได้ที่นี่
อ่านตอนที่ 7 – การจัดการสินค้าคงคลัง -> ตอนที่ 3 คลังสินค้าคงคลังกับลอจิสติกส์ ได้ที่นี่
การนำลอจิสติกส์มาควบคุมตลอดโซ่อุปทาน คือการมีข้อมูลสารสนเทศที่ส่งผ่านกันตลอดสายโซ่ เกิดประโยชน์ต่อระบบการผลิต คือสามารถลดสินค้าคงคลังโดยรวมของระบบการผลิต ตลอดโซ่อุปทานได้ โดยกำหนดปริมาณสินค้าคงคลังที่เหมาะสม ในช่วงเวลาและสถานที่ต่างๆ ของโซ่อุปทาน ดดยอาศัยการจัดการองค์ประกอบต่างๆ ที่มีแผนงานสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว
ในด้านระบบการผลิต อาศัยหลัก Just-in-time ที่ต้องวางระบบการผลิต ให้มีเวลาในการตั้งเครื่อง (Setup Time) ที่ต่ำในระดับที่เกิดความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนในการปรับการผลิตให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ และ JIT จะส่งผลให้เกิดระบบดึง (Pull System) ต่อการจัดหาวัตถุดิบและการดำเนินการจัดหาวัตถุดิบนั้น จะมีลักษณะที่มีการสั่งซื้อในปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการจริงที่มีการสั่งซื้อบ่อยครั้งขึ้น การใช้ระบบ EDI ที่เชื่อมต่อกับผู้จัดส่งวัตถุดิบ จะทำให้ต้นทุนดำเนินการสั่งซื้อต่อครั้งสามารถลดต่ำลงได้ ทำให้เราไม่จำเป็นต้องทำการสั่งปริมาณสูงต่อครั่งเหมือนแต่ก่อน ทำให้การลงทุนในสินค้าคงคลังวัตถุดิบต่ำลง
เมื่อสามารถสร้างระบบการผลิตที่ยืดหยุ่น ต่อการปรับความต้องการในสภาพแวดล้อมต่างๆ มีระบบสารสนเทศที่ติดตามข้อมูลปริมาณความต้องการลูกค้าได้ดีพอ ทำให้สามารถกำหนดการผลิตสินค้าได้ใกล้เคียงความต้องการในช่วงเวลาต่างๆ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังสำเร็จรูปในอัตราที่สูงขึ้น และลดการลงทุนในสินค้าคงคลังสำเร็จรูปเช่นกัน
เมื่อพิจารณาการลงทุนโดยรวม สามารถลดการลงทุนได้ทั้งสินค้าคงคลังด้านวัตถุดิบและสินค้าคงคลังสำเร็จรูปโดยรวมของโซ่อุปทานได้ ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายของการดำเนินงานของระบบลอจิสติกส์ และการจัดการโซ่อุปทาน
นอกจากนี้เมื่อเราพิจารณาผลได้ต่างๆ เมื่อสามารถลดการลงทุนในสินค้าคงคลัง ในขณะที่สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นหรืออย่างน้อยใกล้เคียงเดิม จะส่งผลให้อัตราส่วนการหมุนเวียนวินค้าคงคลัง (Inventory Turnover) สูงขึ้นและเมื่อเกิดการลงทุนในสินค้าคงคลังลดลงจะส่งผลให้อัตรส่วนผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment) สูงขึ้นได้และการที่ระบบการผลิตของเรามีความยือหยุ่นเพียงพอ ทำให้เกิดสัดส่วนการใช้งานเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่สูงขึ้น (Machine Utilization)
การที่มีปริมาณสินค้าคงคลังในส่วนต่างๆ ลดลง จะส่งผลให้พื้นที่เก็บรักษา และต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาลดลง ต้นทุนการดำเนินงานจึงลดลงด้วย นำไปสู่การตั้งราคาที่ต่ำลงได้และเกิดควาวมได้เปรียบด้านราคาที่แข่งขันได้ ในขณะที่่ยังคงสามารถสร้างกำไรได้ในระดับที่คาดหมาย ทำให้เห็นได้ว่าเพียงเพื่อจัดการลดระดับปริมาณสินค้าคงคลังให้ต่ำลง สามารถสร้างผลได้ที่ต่อเนื่องกันได้อย่างมากมาย
การจัดการสินค้าคงคลังในระบบลอจิสติกส์
ขึ้นหัวเรื่องไว้ก่อน แต่จะกล่าวถึงเต็มรูปแบบในบทความต่อไปนะครับ ซึ่งผมเจอตัวอย่างการวิเคราะห์ระบบลอจิสติกส์มาจากหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นกรณีหนึ่งในการจัดการเกี่ยวกับการขนส่งกับสินค้าคงคลัง ลองมาดูกรณีศึกษานี้กันครับ
ตัวอย่างกลยุทธ์ที่เป็นไปได้ในการใช้คลังสินค้า
จากหนังสือของ Carlos F. Daganzo
เรื่อง Logistics Systems Analysis
นักศึกษาลงค้นหามาอ่านจากหอสมุดได้นะครับ
ภาพกลยุทธ์ที่เป็นไปได้ในการใช้คลังสินค้า
Daganzo สรุปค่าใช้จ่ายในแต่ละกลยุทธ์การส่งเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการส่งไว้ดังนี้
จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์ในแต่ละกรณีจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ส่งผลให้สรุปผลข้อมูลได้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้วิเคราะห์ต้นทุนไปถึงราคาจำหน่ายอย่างสมเหตุสมผลครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อได้ผลจากการวิเคราะห์แล้วจะได้นำไปจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างเหมาะสมตลอดสายโซ่อุปทานต่อไปครับ
ปิดท้ายด้วย Quote เหมือนเคยครับ
I don’t think so, in that Virgin is already a global brand. Brands like Amazon have had to spend hundreds of millions of pounds you know, building their brands, whereas Virgin is already well-known around the world.
โดย Richard Branson